You are currently browsing the monthly archive for July 2007.
ผมชอบคอนเซ็ปท์หนังสือเล่มนี้ แม้ว่าส่วนอื่น ๆ จะถือว่าค่อนข้างแย่ก็ตามที
นี่เป็นนิยายที่ผสมผสานเรื่องราวของอาหาร, แฟชั่น, วงการไฮโซ, เกย์ และ ความรัก แต่ปัญหาก็คือ มันผสมได้ไม่ลงตัว และขาดความเนียนอย่างมาก
ผมชอบสามสี่บทแรกของนิยายเรื่องนี้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นการเปรียบเทียบความรักกับเรื่องของอาหาร ที่ผู้เขียนใช้คำและเปรียบเทียบได้อย่างเห็นภาพ แม้อาหารหลาย ๆ อย่างผมจะไม่รู้จักก็ตามที
ปัญหาความไม่เนียนที่ว่า คือ บางช่วงตอนของนิยายเรื่องนี้เหมือนเป็นสารคดีที่ผู้เีีขียนต้องการใส่ข้อมูลเิชิงวิชาการหรือข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่กลับเอามาใส่ในคำพูดของตัวละคร ทำให้ภาษาพูดไม่ค่อยเข้ากับลักษณะสภาพแวดล้อมและตัวละคร นอกจากนี้ หลาย ๆ ประโยคในบทพูดของตัวละครก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้การอ่านบางครั้งต้องเสียเวลามานึกถึงความเ็ป็นจริงของตัวละคร ทำให้อ่านแล้วติดขัดอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงตัวละครบางตัวที่เหมือนฉายเด่นขึ้นมาและถูกผู้เขียนแกล้งลืมหายไป แต่ผู้อ่านไม่ลืมและนั่งงงว่าทำอะไรกันอยู่
ผู้เขียนเรื่องนี้น่าจะชอบอ่านนิยายแปลต่างประเทศหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงดูภาพยนตร์ต่างประเทศจนได้รับอิทธิพลความโรแมนติกมาหลาย ๆ อย่าง และนำเอามันมาผสมปู้ยี่ปู้ยำในเรื่องนี้ทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวตนของตัวละครแต่ละตัวออกมาช้า ๆ ทำให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังและสภาพแวดล้อมที่ขัดเกลาตัวละครแต่ละตัวให้เป็นอย่างที่เราได้อ่าน แม้บางตัวละครจะดูขัด ๆ ตาไปบ้างก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เหมาะกับคนที่ชอบนิยายรักน้ำเน่า ประเภทแฮ้ปปี้เอ็นดิ้ง ตัวอิจฉาต้องพ่ายแพ้ ตัวเอกต้องได้ดี แม้ทุกวันนี้ตัวดีและร้ายอาจจะอยู่ในตัวละครคนเดียวกันก็ได้
โกโก้, น้ำริน และ เกริกกฤช เป็นเืพื่อนรักสามคน โกโก้เป็นอดีตสาวบ้านนาที่มาแสวงหาความสำเร็จในกรุงเทพฯ จนสามารถก้าวข้ามขึ้นมาเป็นเมียฝรั่งนักธุรกิจและใช้ชีวิตในวงไฮโซชั้นสูงได้ นอกจากนี้ ด้วยเซ้นส์ทางด้านแฟชั่นที่สูงมาก เธอจึงมารับตำแหน่ง บ.ก. แฟชั่นให้กับนิตยสารชั้นนำในวงการฉบับหนึ่งภายใต้การสนับสนุนทางการเงินของอดีตสามีของน้ำริน น้ำรินเป็นหญิงม่ายหย่าร้างจากสามีที่ต้องการแต่งงานเพื่อปกปิดความจริงบางประการและเพื่อหน้าตาในวงสังคม เมื่อหย่าร้างก็ได้มาเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหารและในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแอปเปิ้ลเป็นชีวิตจิตใจ ในขณะที่เกริกกฤชเป็นเเกย์ที่ต้องรับเคราะห์จากการติดเชื้อเอดส์จากอดีตแฟนหนุ่ม ที่ทำให้เขาต้องฝันร้ายไปตลอดชีวิต และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยยาต้านไวรัส และหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยรักในอุดมคติ
เรื่องเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องอดีตของแต่ละคน ก่อนจะกลับมาสู่ปัจจุบัน ความรักที่ขมขื่นในอดีต ปัจจุบันที่เลวร้าย ก่อนจะจบลงด้วยอนาคตที่สดใส การขับเคี่ยวกันในวงการแฟชั่นและนิตยสาร ลูกไม้และกลเม็ดเด็ดพรายที่แต่ละคนต้องงัดขึ้นมาเพื่อสู้กัน เพื่อรักษาฐานที่มั่นของตน ความเลวร้ายในวงการ สังคมไฮโซที่ฉาบหน้าไว้ด้วยความสวยงาม แต่ข้างหลังแล้วฟอนเฟะ สังคมเกย์ทั้งในระดับสูงและระดับล่าง และสุดท้ายคือ การไปถึงจุดจุดหนึ่งที่ทุกคนเลือกที่จะพอและกลับคืนสู่สามัญ
ความร้ายของแต่ละคนที่เราเห็น บางทีอาจจะไม่ใช่ตัวตนของเขาก็เป็นได้ เราอาจจะต้องทำความรู้จักเขาให้มากกว่าปัจจุบันที่เราเห็น แล้วเราอาจจะอยู่กันได้อย่างเข้าใจและมีความสุขมากกว่านี้
รสเล่ห์เสน่หา ทำให้หลาย ๆ คนต้องมาย้อนคิดดูว่า จริง ๆ แล้วสังคมที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลนั้น มันเป็นเพียงมายาภาพที่ฉาบทาทับความเหลวแหลกที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ บางทีสังคมแบบชาวบ้าน ๆ ที่ทุกคนเอื้อเฟื้อต่อกันอาจจะเป็นสังคมในอุดมคติที่ชนชั้นสูงไฮโซไฮซ้อทั้งหลายใฝ่ฝันแต่ไปไม่ถึงก็เป็นได้ ทั้่ง ๆ ที่มันสามารถหาได้ดาษดื่นทั่วไป
แต่ชีวิตจริงมันเน่ายิ่งกว่าในนิยาย เราคงไม่สามารถเลือกตอนจบแบบแฮ้ปปี้เอ็นดิ้งได้เหมือนที่ รสเล่ห์เสน่หา เลือกเอาไว้ให้คนอ่านอมยิ้มในตอนจบ
ยังไงก็ตาม ผมยังคงชอบคอนเซ็ปต์ของนิยายเรื่องนี้มากครับ
รสเล่ห์เสน่หา, Food Fiction
เขียนโดย เศรษฐพงศ์ เผ่าวัฒนา
สำนักพิมพ์ Lips Publishing
ราคา 255 บาท
ป.ล. ขอขอบคุณภาพจากเว็บผู้จัดการ http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9500000065510
ผมรู้สึกเคว้งคว้างในบ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่ง ในเวลานั้นผมนึกถึงหนังสือเรื่อง “เท่ารักเธอ” ขึ้นมาและวิ่งหาซื้ออย่างบ้าคลั่ง
ผมรู้สึกว่า ในเวลาอย่างนั้นเราต้องอ่านหนังสือเล่มนี้
ผู้เขียนบอกว่า เท่ารักเธอ เป็นเรื่องรักสำหรับคนที่มีหัวใจขาดวิ่น ผมคิดว่าสำหรับคนที่หัวใจกำลังกรึ่ม ๆ จะขาดไม่ขาดแหล่ หรือคนที่หัวใจขาดวิ่นไปแล้ว รวมไปถึงคนที่หัวใจกำลังกลับมาประสานเป็นหนึ่งเดียวกันใหม่ ล้วนควรอ่านหนังสือเล่มนี้ทั้งสิ้น
ผมกำลังอยู่ในภาวะสับสน รู้สึกไม่แน่นอนใด ๆ ในอนาคตที่กำลังเกิดขึ้น มันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนผมต้องติดเบรกหันมาทบทวนตัวเองใหม่ หานิยายดี ๆ มาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้นขึ้น หาเพลงดี ๆ มาขับกล่อมช่วงว่างเว้นของความคิด
“เท่ารักเธอ” เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มที่ต้องเลือกระหว่างความมั่นคงและนิ่ง กับรักในฝันที่ตามหามาตลอดชีวิตโดยที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร แล้วเมื่อเขาเลือกก็ต้องมีคนที่สูญเสีย มีคนที่เสียใจ แล้วเขาจะทำอย่างไร
ผู้เขียนดึงผมให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง เหมือนเป็น “ฉัน” ในเรื่องที่ต้องติดตามความเป็นไปของ “อิท” และ “แป้ง” อย่างทำอะไรไม่ได้มากเท่าไร แม้ในใจอยากจะเข้าไปบอก ไปต่อว่า หรือทำอะไรให้ดีขึ้นก็ตาม แต่ก็ทำได้แค่ดู และมองอย่างปวดร้าว
เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคสมัยที่คาบเกี่ยวกับช่วงที่ผมเป็นวัยรุ่น ผมคงเป็นรุ่นน้องของ จูน, อิท หรือ แป้ง เพียงปีหรือสองปี ความรู้สึกร่วมสมัยทำให้อารมณ์ความรู้สึกเตลิดไปอย่างช่วยไม่ได้
ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะมีเพื่อนตายสักคนเหมือนอย่างที่จูนมีแป้ง มีคนรักเรามาก ๆ อย่างที่แป้งมีอิท แต่ชีวิตจริงก็คงเหมือนใน “เท่ารักเธอ” ที่มีปัจจัยอะไรมากมายที่ทำให้เราไม่มีโอกาสได้อ่านประโยคสุดท้ายของนิยายในฝันที่ว่า “แล้วพระเอกกับนางเอกก็ครองรักกันอย่างมีความสุข”
“เท่ารักเธอ” ให้อารมณ์เปลี่ยวเหงา ดูเศร้า ๆ ตั้งแต่เริ่มอ่านหน้าแรก แม้ผู้เขียนพยายามฉายภาพให้เห็นถึงฉากชีวิตวัยรุ่น, ชีวิตในกลุ่มเพื่อน และชีวิตการทำงานที่ดูเกือบลงตัวและสนุกสนาน แต่ผมก็มองเห็นอาการกังวลนิด ๆ ของผู้เขียนอยู่ตลอดเวลา มันทำให้ความรู้สึกผม ณ เวลานั้นลงตัวประสานกับเรื่องราวในเรื่องอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และเหมือนจะเข้าใจความเปลี่ยวเหงาแต่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าอย่างลึกซึ้ง
สำหรับคนว่ายน้ำไม่เป็นแต่รักทะเลแล้ว ความรักก็เหมือนทะเลที่ดูเหมือนสงบและแฝงไว้ด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะดึงเราให้ห่างฝั่งออกไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคนที่ขาดสติที่จะไม่สามารถประคองตัวให้อยู่ใกล้ฝั่งตลอดเวลาได้ เมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็อยู่ห่างฝั่งไปมากแล้ว จะว่ายกลับก็ไม่ได้เพราะว่ายน้ำไม่เป็น
เหมือนที่อิทเป็น …
ผมยกให้ “เท่ารักเธอ” เป็นนิยายที่ผมรักอีกเรื่องหนึ่ง แม้จะเกิดขึ้นในภาวะที่ผมยังไม่สามารถประคองสติของตัวเองได้มากนักก็ตาม แต่ “เท่ารักเธอ” เข้าไปอยู่ในหัวใจที่ผมจะต้องพลิกขึ้นมาอ่านเรื่อย ๆ นับจากนี้เป็นต้นไป
เท่ารักเธอ: เรื่องรักสำหรับคนที่มีหัวใจขาดวิ่น
เขียนโดย อรุณี ศรีสุข
สำนักพิมพ์ สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์
ราคา 135 บาท
ถ้าคุณเคยอ่าน Rosso หรือ ร้อนแรง ซึ่ง เอคุนิ คาโอริ เขียนคู่กับเรื่อง Blu หรือ เยือกเย็น ของ ทซึจิ ฮิโตนาริ คุณจะเห็นอารมณ์ละเมียดละไมในหนังสือของเธอซึ่งสามารถใส่เข้าไปในนิยายรักได้อย่างลงตัว และโรแมนติกสุด ๆ
แต่กับ “นกน้อยของผม” นั้น ผมกลับมองไม่เห็นความโรแมนติกนั้นสักเท่าไร แม้ความละเมียดละไมยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยมก็ตาม “นกน้อยของผม” กลับทำให้ผมเหมือนอยู่หน้าโทรทัศน์ในช่วงฉายละครหลังข่าว เห็นฉากอิจฉาริษยา และทำลายสิ่งของรอบตัว
ชายหนุ่มพนักงานออฟฟิศ กับเพื่อนหญิงที่เป็นพนักงานพิมพ์ดีดอยู่บริษัทใกล้ ๆ คบกัน รักกัน จนมาวันหนึ่ง นกน้อยตัวหนึ่งโผล่เข้ามาในชีวิตของเขาและเธอ แต่เขาและเธอก็เหมือนเข้าใจถึงโลกของมนุษย์และนกที่ไม่มีวันเชื่อมต่อเข้าหากันได้
แต่คืนวันที่ผ่านไป ความผูกพันระหว่างคนกับนกก็กลับเพิ่มมากขึ้น ๆ โลกของมนุษย์และนกเริ่มเชื่อมเข้าหากันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วรักสามเส้าก็เกิดขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่นกน้อยมีต่อชายหนุ่ม ส่วนชายหนุ่มก็เหมือนจะเข้าใจแต่ไม่ได้นำพาอะไร ในขณะที่หญิงสาวดูเหมือนจะคิดว่าโลกของมนุษย์ไม่มีวันเชื่อมต่อเข้ากับโลกของนกได้
แล้วรักสาวเส้านี้จะยืนยาวไปถึงไหน หนังสือเล่มนี้ไม่มีคำตอบตายตัว แต่คนอ่านอาจจะบอกได้ว่า ตราบใดที่ความรักบังเกิด พรหมแดนความเป็นมนุษย์หรือสัตว์จะไม่มีความหมายใด ๆ อีกต่อไป เมื่อนั้น ชายหนุ่มอาจจะได้พบรักแท้ที่ไม่ต้องการคำนิยามใด ๆ
ผมอ่านเรื่องนี้แบบแฟนหนังสือของ เอคุนิ คาโอริ ทำให้ภาพเรื่องราวของ “นกน้อยของผม” ไม่ค่อยประทับใจผมนัก อาจจะเกิดจากแนวทางการเขียนที่ให้นกสามาถพูดได้ซึ่งไม่สอดคล้องกับรสนิยมการอ่านของผมมากนัก เพราะผมไม่ค่อยชอบอะไรเหนือจริงเท่าไร แต่เมื่อคิดว่านกก็คือคน ๆ หนึ่งก็อาจจะให้ภาพที่เสมือนจริงขึ้นมาได้บ้าง
อยากให้ลองอ่านจินตนาการที่กว้างไกลของ เอคุนิ คาโอริ แล้วคุณจะเชื่ออย่าหมดใจในที่สุดว่า รักสามเส้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับชายหนุ่มและหญิงสาวเท่านั้น
นกน้อยของผม
เขียนโดย เอคุนิ คาโอริ
แปลโดย น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ
สำนักพิมพ์ JBOOK
ราคา 70 บาท
ถ้าผมเอะใจสักนิด ผมคงไม่มองข้ามบรรทัดแรกของผลงานเล่มล่าสุดเรื่อง “นวนิยายมีมือ” ของนิ้วกลม แต่ผมไม่สามารถบอกอะไรมากไปกว่านี้ได้แล้ว
ถ้าคุณเป็นแฟนหนังสือของนิ้วกลม ผมขอแนะนำให้อ่าน นวนิยายมีมือ ของเขา เพราะนี่เป็นความแตกต่างที่นิ้วกลมสร้างขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
และถ้าคุณเป็นแฟนหนังสือของมูราคามิ ผมก็ยิ่งอยากจะแนะนำให้อ่าน “นวนิยายมีมือ” เล่มนี้ อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนมูราคามิแบบเหนียวแน่น คุณอาจจะเคยอ่านนวนิยายของมูราคามิมาไม่กี่เล่ม แต่ถ้าเคยผ่านตา สดับลมขับขาน, พินบอล, 1973, อะไวล์ดชีพเชส, การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก และ อาฟเตอร์เดอะเควก จะได้อารมณ์ร่วมมาก
อย่างไรก็ดี คุณก็ไม่จำเป็นต้องอ่านมันอย่างทะลุปรุโปร่ง อาจจะอ่านเพียงครึ่งแรกหรือครึ่งหลัง พอให้ได้กลิ่นอายของมูราคามิบ้าง คุณก็จะสามารถอ่าน “นวนิยายมีมือ” ของนิ้วกลมได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น
สารภาพตามตรง ผมไม่เคยอ่านงานของนิ้วกลมเลย แม้ผมจะตื่นเต้นไปด้วยกับผลงานหลาย ๆ เล่มที่ถาโถมเข้ามาของนิ้วกลมในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เหตุผลสำคัญที่สุดคือ ผมไม่ชอบวิธีการเขียนของนิ้วกลมที่ใช้ประโยคสั้น ๆ ในแต่ละย่อหน้า (ผมควรจะเรียกมันว่าย่อหน้าหรือเปล่า) ซึ่งผมมองว่าเหมาะมากกับพฤติกรรมการอ่านหนังสือในปัจจุบันที่คนเราสมาธิเริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ผมชอบการอ่านเชิงบรรยายโวหารยาว ๆ แบบละเอียดละออที่จะต้องอาศัยการอ่านแบบละเมียดค่อย ๆ เก็บไปทีละคำ ทีละบรรทัด ทีละประโยค
แต่ผมถึงขั้นเหลียวหลังมามองเมื่อได้อ่านบทความที่พูดถึงหนังสือ “สมองไหวในฮ่องกง” ของนิ้วกลมเพราะเค้าพูดถึงหนังสือของมูราคามิ ซึ่งเป็นนักเขียนที่ผมชื่นชอบมาก และต่อมาเมื่อได้ข่าวสั้น ๆ ว่านิ้วกลมกำลังเขียนนวนิยายขึ้นมาเล่มหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับมูราคามิ ผมก็ใจจดใจจ่อรอผลงานชิ้นใหม่นี้
เมื่อได้หนังสือมาผมก็ไม่รอช้าหยิบขึ้นอ่านทันทีโดยไม่ต้องจด ๆ จ้อง ๆ เหมือนหนังสือเล่มอื่น ๆ เพราะอยากรู้ว่าคนที่ชอบมูราคามิเหมือนกันจะเขียนถึงมูราคามิอย่างไร เนื่องจากผมอ่านบทความหรือบทวิจารณ์หนังสือของมูราคามิมามากมาย แต่ยังไม่เคยเจอบทความไหนหรือหนังสือเล่มไหนกล่าวถึงมูราคามิได้อย่างตรงใจ รวมทั้งตัวผมเองด้วยที่ยังไม่กล้าหาญพอที่จะมานั่งวิจารณ์หนังสือใด ๆ
ใน “นวนิยายมีมือ” นั้น อาศัยเรื่องราวและฉากหลายต่อหลายตอนในหนังสือหลาย ๆ เล่มของมูราคามิมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของนวนิยายของเขาที่นิ้วกลมอ้างว่า มันคือชีวิตช่วงหนึ่งของเขา ซึ่งแฝงไว้ด้วยข้อเท็จจริงบางอย่างประกอบกับจินตนาการที่กว้างไกลของนิ้วกลมเอง
ผมอ่าน ”นวนิยายมีมือ” ของเขาแล้วพาลให้นึกไปถึงงานชิ้นหนึ่งซึ่งอยู่ในหนังสือรวมเล่มของวินทร์ เลียววาริณ เล่มหนึ่งซึ่งเป็นการเอาพาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายต่อหลายฉบับมาประกอบแต่งเป็นนิยายเรื่องใหม่ขึ้นมา ซึ่ง “นวนิยายมีมือ” ก็ดูเหมือนจะดำเนินไปตามครรลองนั้นในบางส่วนบางตอน โดยดึงประโยคเต็ม ๆ ออกมาจากหนังสือหลาย ๆ เล่มของมูราคามิมาสร้างเป็นเรื่องใหม่ขึ้นมา
ประเด็นสำคัญของ “นวนิยายมีมือ” ยังพูดถึง “มือ” และ “กล่อง” ด้วย โดย “มือ” นี้เป็นมือของนวนิยายที่จะดึงเอาคนอ่านเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราว หรือดึงเอาความสนใจของคนอ่านติดตรึงอยู่กับเรื่องราวในหน้าหนังสือ หรืออาจจะใช้กับหน้าที่อื่น ๆ อีกมากมายหลายอย่าง ในขณะที่ “กล่อง” เป็นการพูดถึงสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตที่ซ่อนอยู่ภายในกล่อง บางครั้งเราก็พลาดโอกาสไม่ได้เปิดกล่องนั้น รอจนกระทั่งกล่องหลุดมือไปแล้วก็มานั่งนึกเสียดายภายหลัง ในขณะที่บางครั้งเราก็เร่งรืบเปิดกล่องออกมาโดยที่จังหวะยังไม่เอื้ออำนวย และทำให้มานั่งเสียใจในภายหลังเช่นกัน แต่หลายครั้งหลายคนก็เปิดกล่องออกมาและพบกับความสุขไปชั่วชีวิต หลายหนหลายทีเราก็ไม่คิดอยากเปิดกล่องอะไรแล้วเมื่อเราพึงพอใจกับกล่องที่เคยเปิดมาก่อนหน้านี้แล้ว
แม้ผมจะไม่ประทับใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์กับหนังสือเล่มแรกที่ได้อ่านของนิ้วกลม แต่หนังสือเล่มนี้ก็มีมือที่ดึงดูดให้ผมอ่านจบได้ภายในเร็ววัน และทำให้ผมอยากลองอ่านผลงานก่อนหน้านี้ของนิ้วกลมอีกหลาย ๆ เล่ม
ผมชอบในพลังที่เหลือเฟือของเขาจริง ๆ ครับ





Recent Comments