You are currently browsing the category archive for the 'Uncategorized' category.
ทำ blog มาได้สักพักหนึ่งแล้วครับ คุณดวงพาหนังสือมาแนะนำเพียบเลย จริง ๆ ผมมีหนังสือที่อ่านแนะนำสัก 2-3 เล่มบ้างเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่ายังรู้สึกว่าย่อยได้ไม่ดีนัก ก็เลยติดไว้ก่อนดีกว่า (ฟังดูดีกว่าข้ออ้างนิดหน่อย) เลยปล่อยให้คุณดวงโซโล่ไปก่อน
วันนี้ไปอ่านเจอ “หนังสือขายดีระยะยาว” ที่ Business Week, August 2007 เขียนไว้ เลยอยากเอามาบอกต่อครับ ส่วนตัวเคยอ่านมาแล้วบ้างบางเล่ม บางเล่มก็ใช้ประกอบการสอนวัยรุ่นอยู่ ผมไม่แน่ใจว่าหนังสือพวกนี้ติดอยู่ใน list ของหนังสือดีที่อดีตนายกแนะนำให้อ่านรึเปล่านะครับ เอาเป็นว่านี่เป็นหนังสือในหมวดธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ การขาย การตลาด การลงทุน ที่คนบางส่วนในโลกนิยมอ่านก็แล้วกันครับ ส่วนท่านเห็นชื่อแล้วอยากจะหยิบเล่มไหนมาอ่าน ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนนะครับ ขอให้เพลิดเพลินกับตัวหนังสือครับ
หนังสือขายดีระยะยาว ประเภทหนังสือธุรกิจปกแข็ง
1. Good to great : Jim Collins
2. Now, Discover your strengths : Marcus Buckingham, Donald O. Clifton
3. Freakonomics : Steven D. Levitt, Stephen J. Debner
4. The five dysfunctions of a team : Patrick M. Lencioni
5. Who moved my cheese? : Spencer Johnson
6. The little red book of selling : Jeffery Gitomer
7. The world is flat : Thomas L. Friedman
8. FISH : Stephen C. Lundin,Harry Paul, John Christensen
หนังสือขายดีระยะยาว ประเภทหนังสือธุรกิจปกอ่อน
1. The tipping point : Malcolm Glaswell
2. Rich dad, Poor dad : Robert T. Kiyosaki
3. Getting things done : David Allen
4. Getting to yes : Roger Fisher
5. The E-myth revisited : Michael E. Gerber
6. The 7 habits of highly effective people : Steven R. Covey
7. The 48 laws of power : Robert Greene
8. Think and gorw rich : Napoleon Hill
เมื่อเรามีข้อสงสัยหรือคำถามเกิดขึ้นในใจ และเราพอรู้ทางที่จะไปเสาะแสวงหาคำตอบมาได้โดยไม่ยากเย็น ข้อสงสัยหรือคำถามนั้นคงถูกคลี่คลายลงไปได้ แต่หลายครั้งหลายคราข้อสงสัยถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก และขังด้วยกุญแจ พร้อมกับโยนลงทะเลไปในแทบจะทันทีที่มันเพิ่งเกิดขึ้นมา เพราะมันมีความผิดเพียงแค่ว่า “มันยากเกินไป” ยิ่งถ้าข้อสงสัยนั้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ด้วยแล้ว มันยิ่งเป็นเป้าหมายของการถูกถ่วงลงอ่าวไทยอย่างมาก ซึ่งไม่ง่ายที่จะหาคำตอบของเรื่องพวกนี้ แม้ว่าเราจะมี กูรู้(Guru) อย่าง Google ก็ตาม แต่กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดีฉันใด โลกเราใบนี้ก็ยังไม่สิ้นคนกล้าฉันนั้น ยังมีคนอยู่คนหนึ่งที่ได้เพียรหาคำตอบของการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์ว่า ทำไมคนผิวขาวถึงมีอิทธิพลอย่างสูงในโลกใบนี้ ทำไมไม่เป็นผิวเหลือง ผิวดำ แม้จะมีคนบอกว่า ความฉลาดของคนผิวขาวสูงกว่า โดยคล้องกับสุภาษิตทีว่า “คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด” แต่ก็มีคนที่พร้อมจะยกมือแย้งขึ้นมาในแทบจะทันทีว่า แล้วคนญี่ปุ่นหล่ะ? จะว่าคนญี่ปุ่นมีความฉลาดเป็นพิเศษก็ไม่ใช่ เพราะคนญี่ปุ่นเองนั้นอพยพมาจากเกาหลีและจีนอีกที นี่แค่เพียงเราพยายามคิดหาคำตอบของข้อสงสัยนี้ เราก็พอคาดเดาได้แล้วว่าข้อสงสัยนี้จะเป็นหัวขบวนนำข้อสงสัยอื่นๆอีกมากมาย มาหาเราแน่นอน ซึ่งคนที่กล้าที่จะทุ่มเท ค้นคว้า พยายามหาคำตอบ คนนั้นคือ Jared Daimond…
Gun, Germs and Steel: The Fates of Human Societies ที่เขียนโดย Jared Daimond ซึ่งได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้วภายใต้ชื่อ ปืน เชื่อโรค และเหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์ โดย คุณ อรวรรณ คูหาเจริญ สำนักพิมพ์คบไฟส่งเข้าประกวด เป็นหนังสือที่ตอบข้อสงสัยข้างต้นได้อย่างดี
การดำเนินเรื่องของหนังสือเล่มนี้เป็นการดำเนินโดยประโยคคำถาม และตามด้วยบทวิเคราะห์ที่มีหลักฐานสนับสนุน ซึ่งจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้สำหรับผมคือ ผู้เขียนเล่นกับข้อสงสัยที่ตามหัวขบวนมาได้อย่างครบถ้วน ผสมกับมุมมองของผู้เขียนเองที่ไม่ได้มองข้อสงสัยเพียงด้านหรือมุมเดียว แสดงถึงการค้นคว้าอย่างหนัก และวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน จึงไม่แปลก ที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้จะได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ประจำปี 1998…
ผมขอยกคำนำของหนังสือเล่มนี้ให้ได้อ่านกันนะครับ…
—————————————————
เหตุใดประวัติศาสตร์โลกจึงเปรียบเสมือนหอมหัวใหญ่
หนังสือเล่มนี้พยายามสรุปประวัติศาสตร์ที่เป็นของทุกคนในช่วง 13,000 ปีที่ผ่านมาอย่างสั้นๆ คำถามอันเป็นแรงปันดาลใจสำหรับผู้เขียนก็คือ เหตุใดประวัติศาสตร์ของแต่ละทวีปซึ่งมีความแตกต่างกันจึงเผยตัวออกมาในลักษณะที่แตกต่างกัน หากคำถามนี้ทำให้ท่านรู้สึกตระหนก เมื่อคิดว่ากำลังได้อ่านหนังสือตำราทำนองเหยียดผิวแล้วหล่ะก็ โปรดอย่าได้วิตกไปเลย เนื่องจากท่านจะพบคำตอบซึ่งไม่เกี่ยวกับความแตกต่างทางชาติพันธุ์ของมนุษย์เลยแม่แต่น้อย หนังสือเล่มนี้เน้นความสำคัญของการค้นหาคำอธิบายที่สามารถให้ความกระจ่างชัดเจนถึงที่สุด และการสืบสาวย้อนความสัมพันธ์อันเป็นเหตุและผลต่อเนื่องซึ่งกันและกันที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ให้ยาวไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
หนังสือส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกมักมุ่งเน้นที่สังคมยุโรป เอเซีย ซึ่งเรียกรวมกันว่า ยูเรเซีย กับสังคมแอฟริกาเหนือ ช่วงที่มีลายลักษณ์อักษรแล้วเป็นหลัก ส่วนสังคมชนพื้นเมืองในภูมิภาคอื่นๆของโลก ไม่ว่าจะเป็นสังคมแถบซับสะฮาร่าในแอฟริกา ทวีปอเมริกา เกาะต่างๆแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกฯ เหล่านี้ จะกล่าวถึงโดยสรุปเพียงสั้นๆ โดยส่วนใหญ่จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในช่วงหลังๆ หลังจากที่มีการค้นพบและปกครองโดยชาวยุโรปตะวันตกแล้วนั้น แม้แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับยูเรเซีย ก็จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของยูเรเซียทางแถบตะวันตก มากกว่าประวัติศาสตร์ของสังคมจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และสังคมยูเรเซียทางตะวันออกอื่นๆ ประวัติศาสตร์ก่อนการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ก็มักสรุปไว้อย่างย่นย่อ ทั้งที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 99.9 ของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติอันยาวนานกว่า 5 ล้านปี
การกล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกโดยเน้นจุดสนใจในแวดวงแคบๆ ดังกล่าว มีข้อด้วย 3 ประการ
ประการแรก ทุกวันนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ผู้คนให้ความสนใจในสังคมอื่นๆ นอกเหนือจากสังคมยูเรเซียตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้น สังคมอื่นๆ ที่ว่านี้ รวมกันแล้วเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรมและภาษา ปัจจุบันบางสังคมก้าวหน้าทัดเทียมกับกลุ่มประเทศที่ทรงพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมืองมากที่สุดในโลกแล้ว ในขณะที่อีกหลายสังคมกำลังก้าวไปในทิศทางเดียวกัน
ประการที่สอง แม้สำหรับผู้ที่สนใจประเด็นการก่อตัวของโลกสมัยใหม่เป็นพิเศษ แต่ประวัติศาสตร์ที่จำกัดวงแคบอยู่เพียงพัฒนาการหลังจากการมีภาษาเขียนแล้ว ย่อมไม่อาจให้คำอธิบายและความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ เป็นการไม่ถูกต้องที่กล่าวว่า ในสมัยโบราณสังคมต่างๆ ในแต่ละทวีปก็เหมือนๆกัน จนกระทั่งเมื่อถึงช่วงเวลา 3,000 ปีก่อนคริสตกาล สังคมยูเรเซียตะวันตกก็พลันพัฒนาภาษาเขียนขึ้น แล้วก็เริ่มก้าวล้ำหน้าสังคมอื่นๆ ทั้งด้านภาษาเขียนและด้านอื่นๆ เป็นครั้งแรก ทว่าในความเป็นจริง เมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาลนั้น สังคมยูเรเซียกับสังคมแอฟริกาเหนือบางแห่ง ไม่เพียงแต่เริ่มใช้ภาษาเขียนยุคแรกๆแล้วเท่านั้น หากแต่ยังเป็นรัฐที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ มีเมือง มีการใช้เครื่องมือและอาวุธโลหะกันอย่างแพร่หลาย มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งานเป็นพาหนะ ใช้ลากสิ่งของและเป็นแรงงานใช้กับเครื่องกลไกกันแล้ว ทั้งยังทำการเกษตร และเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารอีกด้วย ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทวีปอื่นๆ ทั้งทวีปหรือเกือบทั้งทวีปไม่มีการพัฒนาการของสิ่งเหล่านี้เลย ต่อมาเมื่อมีพัฒนาการบางอย่างปรากฏขึ้นบ้างในบางส่วนของทวีปอเมริกาและแถบซะฮาร่า บริเวณที่มีชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่ แต่ก็เกิดขึ้นในช่วง 5,000 ปีให้หลัง และไม่ปรากฏว่ามีการพัฒนาการดังกล่าวใดๆ เลยในสังคมอะบอริจิ้นในทวีปออสเตรเลีย สิ่งเหล่านี้ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่ารากเหง้าของการครอบงำโลกสมัยใหม่โดยสังคมยูเรเซียทางตะวันตกนั้น เกิดขึ้นก่อนช่วงเวลา 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ตั้งแต่ครั้งก่อนจะมีตัวหนังสือแล้ว (เมื่อพูดถึงการมีอิทธิพลครอบงำโดยสังคมยูเรเซียตะวันตก ผมหมายถึงทั้งที่เป็นการครอบงำโดยตรงจากสังคมยูเรเซียตะวันตกเอง และจากการครอบงำ โดยผ่านสังคมอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมยูเรเซียด้วย)
ประการที่สาม ประวัติศาสตร์ซึ่งให้ความสนใจสังคมยูเรเซียตะวันตกเป็นพิเศษ มองข้ามปัญหาที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง นั่นคือ เหตุใดสังคมต่างๆเหล่านั้น จึงเป็นสังคมที่มีอำนาจความเข้มแข็งและการคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันมากมาย คำตอบที่เรามักได้ยินได้ฟังกันก็คือการหยิบยกตัวแปรใกล้ตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำเนิดของระบบทุนนิยม พาณิชยนิยม วิธีการศึกษาแบบวิทยศาสตร์ เทคโนโลยี และแม้กระทั่งโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนในทวีปอื่นๆ ซึ่งติดต่อสัมพันธ์กับชาวตะวันตกมากมายมาอธิบาย แต่เหตุใดเล่าปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้ จึงเกิดจำเพาะกับอาณาบริเวรยูเรเซียตะวันตก และไม่ประกฏขึ้นในภูมิภาคอื่นๆของโลก หรือจะเกิดขึ้นก็น้อยมาก
องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่ใช่คำอธิบายเบื้องหลังที่แท้จริงว่า เหตุใดระบบทุนนิยมจึงไม่เจริญรุ่งเรืองในกลุ่มชนพื้นเมืองในแม็กซิโก พาณิชยนิยมจึงไม่รุ่งเรือในแถบซับสะฮาร่าในแอฟริกา การแสวงหาคำตอบแบบวิทยาศาสตร์จึงไม่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในจีน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงไม่ปรากฏแพร่หลายในกลุ่มชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ และเชื้อโรคจึงไม่เกิดขึ้นในหมู่ชาวอบอริจิ้ในออสเตรเลีย และหากหยิบยกข้ออ้างเรื่องปัจจัยด้านวัฒนธรรมเฉพาะของแต่ละแห่งมาอธิบาย เช่น การที่วิทยาศาสตร์ไม่เจริญในจีนเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อเรื่องลัทธิขงจื๊อ แต่ที่เจริญในแถบยูเรเซียตะวันตก เพราะประชาชนมีประเพณีความเชื่อและวิธีคิดแบบกรีก หรือ ยิว-คริสเตียน เช่นนี้ เท่ากับละเลย และไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีคำอธิบายเบื้องหลังซึ่งจะให้ความกระจ่างถึงที่สุด อาทิ คำอธิบายที่ว่า เหตุใดลัทธิขงจื๊อจึงไม่พัฒนาขึ้นในยูเรเซียตะวันตก ในขณะที่ศาสนายิว-คริสเตียนจึงไม่พัฒนาขึ้นในจีนแทน เป็นต้น นอกจากนั้นก็เท่ากับเราละเลยข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งไปด้วยว่า จีนซึ่งมีความเชื่อลัทธิขงจื๊อนั้นมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่ายูเรเซียตะวันตกเสียอีก จนถึงประมาณ ค.ศ. 1400 พัฒนาการดังกล่าวจึงชะลอตัวลง
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจสังคมยูเรเซียตะวันตกอย่างแท้จริง หากเน้นเฉพาะที่สังคมแห่งนี้เพียงแห่งเดียว คำถามที่สำคัญยิ่งจึงอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างสังคมต่างๆ แถบยูเรเซียเอง กับสังคมภายนอกอื่นๆด้วย การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจสังคมอื่นๆเหล่านั้น เพื่อจะทำให้การศึกษาสังคมยูเรเซียตะวันตกสอดรับกับบริบทที่กว้งขึ้นได้
ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกว่า ผมกำลังจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดขั้วกับประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ ด้วยการกล่าวถึงสังคมยูเรเซียตะวันตกเพียงเล็กน้อย แล้วหันไปพูดถึงสังคมส่วนอื่นๆของโลกแทน ผมอยากบอกให้ทราบว่า สังคมส่วนอื่นๆของโลกนั้น เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย แม้จะเป็นสังคมที่จำกัดอยู่ภายในอาณาบริเวณเล็กๆก็ตาม ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกเห็นพ้องกับผู้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ท่านหนึ่ง ซึ่งกล่าววิจารณ์ว่า ผมมองโลกใบนี้เสมือนหอมหัวใหญ่ ที่มีโลกสมัยใหม่ห่อหุ้มอยู่เฉพาะผิวนอก และผมกำลังลอกกลีบหอมหัวใหญ่ออกเป็นชั้นๆ เพื่อค้นหาความรู้ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ใช่แล้ว อันที่จริงประวัติศาสตร์โลกก็คือหอมหัวใหญ่! ทว่า การลอกกลีบหัวหอมออกแต่ละชั้นนั้นก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย มีเสน่ห์น่าสนใจ และมีความสำคัญต่อพวกเราในปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะการรู้ซึ้งถึงบทเรียนในอดีต ก็เพื่ออนาคตของเรานั่นเอง
—————————————————
จากการวิเคราะห์ของผู้เขียนอย่างเป็นระบบ ละเอียด รอบคอบ ผนวกกับข้อมูลอ้างอิงที่ค้นคว้ามาอย่างดี ทำให้หนังสือเล่มนี้วิ่งเข้ามาเป็นหนึ่งในอันดับหนังสือขวัญใจ คนชอบอ่านหนังสือแนววิเคราะห์แบบผมอย่างยิ่ง…
link สำหรับอ่านเพิ่มเติม
http://www.onopen.com/2005/02/62
http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=4714515053629
ราคาหนังสือ
http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2006/description.asp?barcode=9789747799149
ตอนนี้ผมกำลังลดความอ้วนครับ
หลายคนแนะนำว่า น่าจะออกกำลังกายเยอะหน่อย หลายคนว่าให้งดข้าวเย็น บางคนว่างดข้าวเย็นอาจไม่ทันการ น่าจะงดข้าวเช้าถึงเย็นและถ้าจะให้ดีอาจต้องงดไปถึงข้าวมืด ข้าวดึกที่กินอยู่ประจำนั่นด้วย
ผมว่าวิธีการทั้งหมดมันยุ่งยากไปครับ เยอะเกิน เลือกไม่ถูก จนวันนี้ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรสักอย่าง
แต่แล้วเมื่อสักอาทิตย์ก่อน สวรรค์ก็ประทานทางสว่างมาให้
มีผู้หวังงดีแนะนำให้ผมรู้จักกับ “สลัด” -จริง ๆ ผมไม่ค่อยชอบชื่อนี้เท่าไหร่ มันฟังแล้วดูเหมือนว่ากำลังจะทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ อะไรสักอย่าง
สลัด เป็นอาหารชนิดหนึ่งครับ หลายท่านคงรู้จักมันดี แต่ผมอยากบอกว่า มันไม่ได้เป็นอาหารพื้น ๆ ที่เราจะทานเล่นไปวัน ๆ เท่านั้น สลัดมันเป็นอาหารมหัศจรรย์ครับ
มหัศจรรย์อย่างไรนะเหรอ
ก็ลองคิดดูนะครับ ว่าในสลัดนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ผัดกาด แตงกวา หอมใหญ่ พริกหวาน แคนตาลูป มะเขือเทศ ถั่วแดง ไข่ต้ม สับปะรด ฯลฯ
ผักพวกนี้เคยปรองดองกันขนาดนี้เมื่อไหร่ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันอยากมาเป็นสลัดร่วมกัน ?
อีกอย่าง พวกมันล้วนแต่มีประโยชน์แทบทั้งนั้น กินก็อิ่ม ใยอาหารก็เยอะ วิตามินนี่ก็ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ A-Z ราคาก็ย่อมเยาว์ ทานแล้วผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล หน้าตาดี ดูมีชาติตระกูล และที่สำคัญคือ ไม่อ้วน…
ไม่น่าเชื่อว่าการ “รวมกัน” ของสลัดจะส่งผลดีขนาดนี้
ผมเห็นแล้วอิจฉาสลัดครับ อยากเห็นสิ่งดี ๆ มา “รวมกัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รวมกันแล้วเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะคนกินคนเดียวเท่านั้น
อยากจะอ้างกันดื้อ ๆ ว่า ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นต้นเหตุของ bookapool -หนังสือสลัด หรือ “หนังสือ รวมกันเฉพาะกิจ” แห่งนี้- ….ผมอ้างง่ายไปไหมครับ ??
ถ้าไม่ติดใจอะไรมาก ผมเชื่อว่า bookapool จะเป็นแหล่งรวมพลขนาดพออบอุ่นของใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นผู้ที่หลงรักตัวหนังสือชนิดงอมแงม ผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจการอ่าน หรือแม้กระทั่งเพิ่งเรียนก.กา ก็ตาม โดยผ่านการดูแลของผม และคุณดวง ที่จะพยายามเสาะหา และเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนที่กำลังจะเกิดขึ้น
เรา 2 คนจะทุ่มเทเสาะหาสลัด เอ๊ะ…ไม่ใช่ ต้องเสาะหาหนังสือสารพัดรูปแบบ มานำเสนอ ให้ท่านได้เป็นแนวทางในการที่จะเลือกอ่าน-เสพ ก่อนที่ท่านจะเลือกหนังสือสักเล่ม และเราก็หวังไว้ว่าทุกคนที่อ่าน-เสพ ไปแล้ว จะกลับมาทำสลัดให้คนอื่นได้ทานบ้าง…
ตกลงว่าเรากำลังจะกินสลัดกันจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย… เอาเถอะครับ จะหนังสือ หรือว่าสลัด กิน-เสพ แล้วก็มีประโยชน์คือกัน
ตัวหนังสือคุ้มครองครับ


Recent Comments