ผมชอบคอนเซ็ปท์หนังสือเล่มนี้ แม้ว่าส่วนอื่น ๆ จะถือว่าค่อนข้างแย่ก็ตามที 

นี่เป็นนิยายที่ผสมผสานเรื่องราวของอาหาร, แฟชั่น, วงการไฮโซ, เกย์ และ ความรัก   แต่ปัญหาก็คือ มันผสมได้ไม่ลงตัว และขาดความเนียนอย่างมาก 

ผมชอบสามสี่บทแรกของนิยายเรื่องนี้   โดยเฉพาะส่วนที่เป็นการเปรียบเทียบความรักกับเรื่องของอาหาร ที่ผู้เขียนใช้คำและเปรียบเทียบได้อย่างเห็นภาพ แม้อาหารหลาย ๆ อย่างผมจะไม่รู้จักก็ตามที 

ปัญหาความไม่เนียนที่ว่า คือ บางช่วงตอนของนิยายเรื่องนี้เหมือนเป็นสารคดีที่ผู้เีีขียนต้องการใส่ข้อมูลเิชิงวิชาการหรือข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่กลับเอามาใส่ในคำพูดของตัวละคร ทำให้ภาษาพูดไม่ค่อยเข้ากับลักษณะสภาพแวดล้อมและตัวละคร   นอกจากนี้ หลาย ๆ ประโยคในบทพูดของตัวละครก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ   ทำให้การอ่านบางครั้งต้องเสียเวลามานึกถึงความเ็ป็นจริงของตัวละคร ทำให้อ่านแล้วติดขัดอยู่บ่อยครั้ง   รวมถึงตัวละครบางตัวที่เหมือนฉายเด่นขึ้นมาและถูกผู้เขียนแกล้งลืมหายไป แต่ผู้อ่านไม่ลืมและนั่งงงว่าทำอะไรกันอยู่ 

ผู้เขียนเรื่องนี้น่าจะชอบอ่านนิยายแปลต่างประเทศหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงดูภาพยนตร์ต่างประเทศจนได้รับอิทธิพลความโรแมนติกมาหลาย ๆ อย่าง และนำเอามันมาผสมปู้ยี่ปู้ยำในเรื่องนี้ทั้งหมด 

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวตนของตัวละครแต่ละตัวออกมาช้า ๆ ทำให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังและสภาพแวดล้อมที่ขัดเกลาตัวละครแต่ละตัวให้เป็นอย่างที่เราได้อ่าน   แม้บางตัวละครจะดูขัด ๆ ตาไปบ้างก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เหมาะกับคนที่ชอบนิยายรักน้ำเน่า ประเภทแฮ้ปปี้เอ็นดิ้ง ตัวอิจฉาต้องพ่ายแพ้ ตัวเอกต้องได้ดี   แม้ทุกวันนี้ตัวดีและร้ายอาจจะอยู่ในตัวละครคนเดียวกันก็ได้ 

รสเล่ห์เสน่หา

โกโก้, น้ำริน และ เกริกกฤช เป็นเืพื่อนรักสามคน   โกโก้เป็นอดีตสาวบ้านนาที่มาแสวงหาความสำเร็จในกรุงเทพฯ จนสามารถก้าวข้ามขึ้นมาเป็นเมียฝรั่งนักธุรกิจและใช้ชีวิตในวงไฮโซชั้นสูงได้ นอกจากนี้ ด้วยเซ้นส์ทางด้านแฟชั่นที่สูงมาก เธอจึงมารับตำแหน่ง บ.ก. แฟชั่นให้กับนิตยสารชั้นนำในวงการฉบับหนึ่งภายใต้การสนับสนุนทางการเงินของอดีตสามีของน้ำริน   น้ำรินเป็นหญิงม่ายหย่าร้างจากสามีที่ต้องการแต่งงานเพื่อปกปิดความจริงบางประการและเพื่อหน้าตาในวงสังคม เมื่อหย่าร้างก็ได้มาเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหารและในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแอปเปิ้ลเป็นชีวิตจิตใจ   ในขณะที่เกริกกฤชเป็นเเกย์ที่ต้องรับเคราะห์จากการติดเชื้อเอดส์จากอดีตแฟนหนุ่ม ที่ทำให้เขาต้องฝันร้ายไปตลอดชีวิต และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยยาต้านไวรัส และหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยรักในอุดมคติ 

เรื่องเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องอดีตของแต่ละคน ก่อนจะกลับมาสู่ปัจจุบัน   ความรักที่ขมขื่นในอดีต ปัจจุบันที่เลวร้าย ก่อนจะจบลงด้วยอนาคตที่สดใส   การขับเคี่ยวกันในวงการแฟชั่นและนิตยสาร ลูกไม้และกลเม็ดเด็ดพรายที่แต่ละคนต้องงัดขึ้นมาเพื่อสู้กัน เพื่อรักษาฐานที่มั่นของตน ความเลวร้ายในวงการ สังคมไฮโซที่ฉาบหน้าไว้ด้วยความสวยงาม แต่ข้างหลังแล้วฟอนเฟะ   สังคมเกย์ทั้งในระดับสูงและระดับล่าง   และสุดท้ายคือ การไปถึงจุดจุดหนึ่งที่ทุกคนเลือกที่จะพอและกลับคืนสู่สามัญ 

ความร้ายของแต่ละคนที่เราเห็น บางทีอาจจะไม่ใช่ตัวตนของเขาก็เป็นได้   เราอาจจะต้องทำความรู้จักเขาให้มากกว่าปัจจุบันที่เราเห็น แล้วเราอาจจะอยู่กันได้อย่างเข้าใจและมีความสุขมากกว่านี้ 

รสเล่ห์เสน่หา ทำให้หลาย ๆ คนต้องมาย้อนคิดดูว่า จริง ๆ แล้วสังคมที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลนั้น มันเป็นเพียงมายาภาพที่ฉาบทาทับความเหลวแหลกที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่   บางทีสังคมแบบชาวบ้าน ๆ ที่ทุกคนเอื้อเฟื้อต่อกันอาจจะเป็นสังคมในอุดมคติที่ชนชั้นสูงไฮโซไฮซ้อทั้งหลายใฝ่ฝันแต่ไปไม่ถึงก็เป็นได้ ทั้่ง ๆ ที่มันสามารถหาได้ดาษดื่นทั่วไป 

แต่ชีวิตจริงมันเน่ายิ่งกว่าในนิยาย   เราคงไม่สามารถเลือกตอนจบแบบแฮ้ปปี้เอ็นดิ้งได้เหมือนที่ รสเล่ห์เสน่หา เลือกเอาไว้ให้คนอ่านอมยิ้มในตอนจบ 

ยังไงก็ตาม ผมยังคงชอบคอนเซ็ปต์ของนิยายเรื่องนี้มากครับ 

รสเล่ห์เสน่หา, Food Fiction

เขียนโดย เศรษฐพงศ์ เผ่าวัฒนา

สำนักพิมพ์ Lips Publishing

ราคา 255 บาท

ป.ล. ขอขอบคุณภาพจากเว็บผู้จัดการ http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9500000065510