ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธ��

ฉันรักเธอที่เธอ

ไม่ใช่ที่การกระทำของเธอ

ฉันรักเธอที่ฝันของเธอ

ไม่ใช่รักในรักที่ได้รับจากเธอ

คนรักของฉัน

ในบางเวลา

ฉันอยากให้เธอลองรักฉัน

ก่อนที่จะรักบทกวีของฉัน

ฉันอยากให้เธอลองรักฉัน

รักในความปรารถนา รักในฝันของฉัน

ฉันอยากให้เธอรักในความนิ่งเฉยของฉัน

ไม่ใช่รักเพียงแค่การกระทำที่เธอต้องการจากฉัน

คนรักของฉัน

เธอจำได้ไหม

ฉันเคยเขียนบทกวีถึงเธ

และในวันแรกที่ฉันอ่านมันต่อหน้าเธอ

น้ำตาแห่งความปีติก็ปรากฏบนใบหน้าของเธอ

บทกวีบทนั่นเกิดขึ้น

ในวันแรก ๆ ที่ฉันเริ่มพบกับเธอ

ประทับใจในเธอ

แต่ด้วยความตั้งใจ

จะไม่ยอมให้เธอได้อ่านได้ฟัง

ก่อนที่เธอจะมีความรักให้ฉัน

ด้วยความไม่อยากให้มโนภาพอันแท้จริงของฉัน

ถูกบิดเบือนโดยจิตธรรมดาของเธอ

ฉันจึงเฝ้าแต่เก็บซ่อนความในใจ

ไว้เพียงบนหน้ากระดาษ

รอคอยเพียงโอกาส

ที่จะอ่านมันเป็นของกำนัลแด่เธอ

เยี่ยงคนรัก

เพราะฉันอยากให้เธอรักที่ตัวฉัน

ไม่ใช่ที่บทกวีของฉัน 

ด้วยในบทกวี ฉันดูงดงามเกินกว่าความเป็นจริง

ด้วยในบทเพลง ฉันดูยิ่งใหญ่เกินความเป็นจริง

ด้วยในการร่ายรำ ฉันดูกล้าหาญกว่าความเป็นจริง

แต่ด้วยในการกระทำของฉันต่อเธอ

ฉันดูเฉยชาและเห็นแก่ตัวมากกว่าเป็นความจริง 

คนรักของฉัน

ฉันอยากเพียงแค่ให้เธอรักฉัน

ไม่ใช่ที่บทกวีของฉัน

ไม่ใช่ที่เพลงของฉัน

ไม่ใช่ที่ท่วงทำนองของชีวิตฉัน

ไม่ใช่ที่การกระทำของฉัน

ฉันเพียงอยากให้เธอรักฉัน

ที่ตัวฉัน

ที่ความต้องการ

และความฝันของฉัน

เท่านั้น 

(จาก ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ หน้า 80 – 82) 

กลอนเปล่าที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนี้น่าจะบ่งบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของ ตุล ได้มากที่สุดในความคิดของผม โดยถ้าใครได้นึกถึงเพลง ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง สายลับจับบ้านเล็ก ก็คงจะไม่แปลกใจมากเท่าไรนัก เพราะตุลเป็นคนแต่งเพลงนี้ 

หนังสือ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ รวบรวมบทกวีที่ตุลเขียนขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ นับจากปี 2541 ถึง 2549 ซึ่งทำให้เห็นพัฒนาการความคิดของตุลที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลาและสถานการณ์ ณ เวลานั้น ๆ   เหตุการณ์การเมือง, เศรษฐกิจ และสังคม ที่สอดแทรกเข้ามาในบทกวีแต่ละช่วงเวลาทำให้เห็นการเติบโตของตุล 

แต่ถึงที่สุดแล้ว ตุลมีโลกส่วนตัวที่คงเข้าถึงได้ยาก และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง   เหมือน ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ 

ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ

สำนักพิมพ์ openbooks

ตุล ไวฑูรเกียรติ

ราคา 100 บาท 

ถ้าเราไม่มีปัญหากัน

ถ้าเราไม่ต้องแยกกัน

ถ้าไม่บังเอิญว่าลูกมาเห็นเราทะเลาะกันถ้า

ถ้า ถ้า และ ถ้า 

กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ เล่นกับคำว่า ถ้า ได้อย่างลงตัว สอดคล้อง และมีเหตุมีผลเกือบทั้งหมด แม้บางช่วงตอนจะใส่ความอัศจรรย์เข้าผสมบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเลอะเทอะจนเกินไป 

กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้ เล่าถึงเหตุการณ์ที่ โอ๋ อ้น และ อั้ม จะต้องย้ายบ้านไปอยู่กับแม่ โดยที่พ่อจะต้องแยกไปอยู่ตัวคนเดียว   โอ๋ พี่สาวคนโตที่อยู่ในวัยกำลังก้าวข้ามเข้าสู่วัยรุ่น อยู่ในช่วงวัยที่สับสนในขณะที่ต้องดูแลน้องทั้งสองคนแทนแม่ที่ดูจะยุ่งวุ่นวายอยู่กับกองบ.ก.นิตยสาร   ส่วนอ้นก็ยังเด็กกำลังเรียนรู้และรู้ความในระดับหนึ่ง แต่สำหรับอั้มแล้วโลกนี้ยังสดใสสวยงามเสมอ 

การตัดสินใจหนีความสับสนของโอ๋โดยการพาน้องทั้งสองขึ้นรถไฟไปหาพ่อที่เชียงใหม่เป็นจุดหักเหของเรื่องราวทั้งหมดที่นำไปสู่ความวุ่นวายตลอดกลางเรื่อง   โดยมีเฮโรอีนที่บังเอิญถูกแอบเอามาซุกไว้ในตะกร้าใส่ของใช้ของอั้มเป็นตัวเชื่อมโยงไปสู่ความวุ่นวายเหล่านั้น 

แม้เรื่องจะจบลงอย่างแฮ้ปปี้เอนดิ้ง ทั้งสามคนรอดพ้นจากวิกฤตครั้งสำคัญในชีวิตอย่างหวุดหวิด   แต่เรื่องราวทั้งหมดคงจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีเหตุการณ์ทั้งหลายข้างต้น 

ถ้าพ่อแม่ไม่มีปัญหากัน

ถ้าพ่อแม่ไม่ต้องแยกทางกัน

ถ้าไม่บังเอิญว่าโอ๋จะไม่มาเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน

ถ้า ถ้า ถ้า เหล่านั้นก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้ 

แม้นิทานของพ่อที่ใช้กระดาษตัดเป็นตัวละครแล้วมาเล่นกับแสงไฟจะช่วยให้เด็กจินตนาการว่า ผู้ร้ายจะต้องแพ้ความดี เจ้าชายจะต้องได้คู่กับเจ้าหญิง และตอนจบทุกคนจะมีความสุข   แต่ชีวิตจริงนั้นโหดร้ายและน่ากลัว จนเราไม่อาจจะคาดเดาตอนจบได้ทุกครั้งไปว่าจะจบแบบแฮ้ปปี้เอ็นดิ้ง   แม้ตอนต้นเรื่องจะเริ่มด้วยวลีว่า กาลครั้งหนึ่ง เหมือนกันทุกครั้งก็ตามที

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็ก ๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งพากันหนีออกจากบ้าน แอบเข้าไปเที่ยวเล่นในสวนของปราสาทโดยไม่รู้ว่่าในปราสาทมีแม่มดใจร้ายครอบครองอยู่ เด็ก ๆ ถูกนางแม่มดใจร้ายสาปใ้ห้เป็นสัตว์ต่าง ๆ   เจ้าชายเดินทางผ่านมาเห็นพวกเ็ด็ก ๆ ที่ถูกสาปก็สงสารพยายามช่วยให้เด็ก ๆ พ้นจากคำสาปของแม่มดโดยอาศัยดาบวิเศษ   นางแม่มดใจร้ายไม่ยอมแพ้เสกยักษ์ตาเดียวขึ้นมาจากหลุมตรงเข้าต่อสู้กับเจ้าชายอย่างดุเดือด   สุดท้ายเจ้าชายสามารถปราบยักษ์ตาเดียวได้   นางแม่มดกลายเป็นหญิงชราที่ไม่มีใครเหลียวแล   เจ้าชายครองรักกับเจ้าหญิงและอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป (บางส่วนจาก http://www.siamzone.com/movie/m/3017/synopsis)

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเช้านี้ พ่อแม่ตื่นแต่เช้า ช่วยกันทำอาหาร พี่โอ๋ช่วยแม่จัดโต๊ะ น้องอ้นช่วยดูแลน้องอั้ม   เช้าวันนี้ทุกคนมีความสุข และจะมีความสุขแบบเช้าวันนี้ตลอดไป 

…. 

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเช้านี้

นำแสดงโดย

จินตรา สุขพัฒน์

สันติสุข พรหมศิริ

มาตัง จันทรานี

รณรงค์ บูรณัติ

ปรมัติ ธรรมมล

ภูมิ พัฒนายุทธ 

กำกับโดย

บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

เวลาตีสี่เศษ ๆ ในคืนแรกที่คาโอรุและโคจิตัดสินใจที่จะเผยความในใจต่อกันและกัน   ณ ริมหาด พระอาทิตย์กำลังจะฉายแสงแรกของวันอยู่ที่สุดขอบปลายฟ้าด้านทิศตะวันออก   คาโอรุนึกขึ้นได้ว่า มันเลยเวลาวิกฤติที่เธอจะต้องกลับบ้านก่อนแสงอาทิตย์จะส่องฉายพื้นโลก มิฉะั้นั้นแล้วอาการป่วยของเธอที่เรียกว่า XP หรือ Xeroderma Pigmentosum ซึ่งเป็นโรคที่แสงอุลตร้าไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์จะทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เป็นอันตรายได้   เรียกได้ว่า ผู้มีอาการของโรค XP ไม่สามารถใช้ชีวิตในเวลากลางวันที่มีแสงอาทิตย์ได้ และอาการจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยระบบประสาทจะค่อย ๆ สูญเสียการควบคุมไปทีละส่วน ๆ ก่อนที่จะพบจุดจบเดียวกัน 

A Song to the Sun

หนังฉายให้เห็นความสัมพันธ์ของคาโอรุที่แอบมองความเป็นไปของโคจิผ่านหน้าต่างห้องนอนที่เธอใช้ชีวิตในเวลากลางวันอยู่ในนั้น   ความรักในตัวโคจิค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อม ๆ กับเรียนรู้ถึงความใฝ่ฝันในการอยากเป็นนักเล่นกระดานโต้คลื่นของเขาไปในตัวด้วย   ในขณะที่ตอนกลางคืนคาโอรุก็ออกไปเล่นกีร์ต้าร์และร้องเพลงที่หน้าสถานีที่แทบจะร้างผู้คน 

นั่นทำให้ความสามารถอันเอกอุทางด้านดนตรีของคาโอรุถูกปิดเงียบอยู่ในมุมมืดเดียวกับสถานีรถไฟที่ร้างผู้คนแห่งนั้น 

แต่เมื่อโคจิพาเธอไปเล่นดนตรีในเืมือง ในแหล่งที่ผู้คนพลุกพล่าน   ประกายแห่งความสามารถทางด้านดนตรีของคาโอรุก็เปล่งเจิดจ้าท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้คนที่มุงเข้ามาชมและฟังเพลงของเธออย่างหนาแน่   โดยแฟนเพลงคนหนึ่งคือ โคจิ ก็หลงรักทั้งเสียงเพลงและตัวตนของคาโอรุอย่างโงหัวไม่ขึ้นเช่นกัน 

 

โรค XP ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของโคจิกับคาโอรุต้องสิ้นสุดลงไป แต่กลับกระชับความสัมพันธ์ให้เหนียวแน่นขึ้นโดยโคจิตัดสินใจขายกระดานโต้คลื่นของตนและหางานพิเศษทำเพื่อหาเงินมาทำความฝันในการออกซีดีของคาโอรุให้เป็นจริง   พวกเขากำลังวิ่งไล่ความฝันเดียวกันแล้ว 

แต่อาการของโรค XP ก็ทำให้คาโอรุไม่สามารถควบคุมมือของตัวเองได้ ทำให้เธอต้องหยุดการเล่นกีร์ต้าร์ลงไปด้วย   แต่ความพยายามของโคจิก็ทำให้คาโอรุตัดสินใจออกเทปส่วนตัวของเธอสำเร็จจนได้ 

คาโอรุบอกเราว่า อย่ายอมแพ้ชะตากรรม   เพียงแต่ การเอาชนะชะตากรรมไม่จำเป็นต้องฝืน เราสามารถเล่นตามกติกาที่กำหนดไว้ได้ พร้อม ๆ กับไล่ตามความฝันที่มีไปด้วยกัน

ทำ blog มาได้สักพักหนึ่งแล้วครับ คุณดวงพาหนังสือมาแนะนำเพียบเลย จริง ๆ ผมมีหนังสือที่อ่านแนะนำสัก 2-3 เล่มบ้างเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่ายังรู้สึกว่าย่อยได้ไม่ดีนัก ก็เลยติดไว้ก่อนดีกว่า (ฟังดูดีกว่าข้ออ้างนิดหน่อย) เลยปล่อยให้คุณดวงโซโล่ไปก่อน

วันนี้ไปอ่านเจอ “หนังสือขายดีระยะยาว” ที่ Business Week, August 2007 เขียนไว้ เลยอยากเอามาบอกต่อครับ ส่วนตัวเคยอ่านมาแล้วบ้างบางเล่ม บางเล่มก็ใช้ประกอบการสอนวัยรุ่นอยู่ ผมไม่แน่ใจว่าหนังสือพวกนี้ติดอยู่ใน list ของหนังสือดีที่อดีตนายกแนะนำให้อ่านรึเปล่านะครับ เอาเป็นว่านี่เป็นหนังสือในหมวดธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ การขาย การตลาด การลงทุน ที่คนบางส่วนในโลกนิยมอ่านก็แล้วกันครับ ส่วนท่านเห็นชื่อแล้วอยากจะหยิบเล่มไหนมาอ่าน ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนนะครับ ขอให้เพลิดเพลินกับตัวหนังสือครับ🙂

หนังสือขายดีระยะยาว ประเภทหนังสือธุรกิจปกแข็ง

1. Good to great : Jim Collins

2. Now, Discover your strengths : Marcus Buckingham, Donald O. Clifton

3. Freakonomics : Steven D. Levitt, Stephen J. Debner

4. The five dysfunctions of a team : Patrick M. Lencioni

5. Who moved my cheese? : Spencer Johnson

6. The little red book of selling : Jeffery Gitomer

7. The world is flat : Thomas L. Friedman

8. FISH : Stephen C. Lundin,Harry Paul, John Christensen

หนังสือขายดีระยะยาว ประเภทหนังสือธุรกิจปกอ่อน

1. The tipping point : Malcolm Glaswell

2.  Rich dad, Poor dad : Robert T. Kiyosaki

3.  Getting things done : David Allen

4. Getting to yes : Roger Fisher

5. The E-myth revisited :  Michael E. Gerber

6. The 7 habits of highly effective people :  Steven R. Covey

7. The 48 laws of power : Robert Greene

8. Think and gorw rich : Napoleon Hill

ผมชอบคอนเซ็ปท์หนังสือเล่มนี้ แม้ว่าส่วนอื่น ๆ จะถือว่าค่อนข้างแย่ก็ตามที 

นี่เป็นนิยายที่ผสมผสานเรื่องราวของอาหาร, แฟชั่น, วงการไฮโซ, เกย์ และ ความรัก   แต่ปัญหาก็คือ มันผสมได้ไม่ลงตัว และขาดความเนียนอย่างมาก 

ผมชอบสามสี่บทแรกของนิยายเรื่องนี้   โดยเฉพาะส่วนที่เป็นการเปรียบเทียบความรักกับเรื่องของอาหาร ที่ผู้เขียนใช้คำและเปรียบเทียบได้อย่างเห็นภาพ แม้อาหารหลาย ๆ อย่างผมจะไม่รู้จักก็ตามที 

ปัญหาความไม่เนียนที่ว่า คือ บางช่วงตอนของนิยายเรื่องนี้เหมือนเป็นสารคดีที่ผู้เีีขียนต้องการใส่ข้อมูลเิชิงวิชาการหรือข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่กลับเอามาใส่ในคำพูดของตัวละคร ทำให้ภาษาพูดไม่ค่อยเข้ากับลักษณะสภาพแวดล้อมและตัวละคร   นอกจากนี้ หลาย ๆ ประโยคในบทพูดของตัวละครก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ   ทำให้การอ่านบางครั้งต้องเสียเวลามานึกถึงความเ็ป็นจริงของตัวละคร ทำให้อ่านแล้วติดขัดอยู่บ่อยครั้ง   รวมถึงตัวละครบางตัวที่เหมือนฉายเด่นขึ้นมาและถูกผู้เขียนแกล้งลืมหายไป แต่ผู้อ่านไม่ลืมและนั่งงงว่าทำอะไรกันอยู่ 

ผู้เขียนเรื่องนี้น่าจะชอบอ่านนิยายแปลต่างประเทศหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงดูภาพยนตร์ต่างประเทศจนได้รับอิทธิพลความโรแมนติกมาหลาย ๆ อย่าง และนำเอามันมาผสมปู้ยี่ปู้ยำในเรื่องนี้ทั้งหมด 

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวตนของตัวละครแต่ละตัวออกมาช้า ๆ ทำให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังและสภาพแวดล้อมที่ขัดเกลาตัวละครแต่ละตัวให้เป็นอย่างที่เราได้อ่าน   แม้บางตัวละครจะดูขัด ๆ ตาไปบ้างก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เหมาะกับคนที่ชอบนิยายรักน้ำเน่า ประเภทแฮ้ปปี้เอ็นดิ้ง ตัวอิจฉาต้องพ่ายแพ้ ตัวเอกต้องได้ดี   แม้ทุกวันนี้ตัวดีและร้ายอาจจะอยู่ในตัวละครคนเดียวกันก็ได้ 

รสเล่ห์เสน่หา

โกโก้, น้ำริน และ เกริกกฤช เป็นเืพื่อนรักสามคน   โกโก้เป็นอดีตสาวบ้านนาที่มาแสวงหาความสำเร็จในกรุงเทพฯ จนสามารถก้าวข้ามขึ้นมาเป็นเมียฝรั่งนักธุรกิจและใช้ชีวิตในวงไฮโซชั้นสูงได้ นอกจากนี้ ด้วยเซ้นส์ทางด้านแฟชั่นที่สูงมาก เธอจึงมารับตำแหน่ง บ.ก. แฟชั่นให้กับนิตยสารชั้นนำในวงการฉบับหนึ่งภายใต้การสนับสนุนทางการเงินของอดีตสามีของน้ำริน   น้ำรินเป็นหญิงม่ายหย่าร้างจากสามีที่ต้องการแต่งงานเพื่อปกปิดความจริงบางประการและเพื่อหน้าตาในวงสังคม เมื่อหย่าร้างก็ได้มาเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหารและในฐานะผู้ที่ชื่นชอบแอปเปิ้ลเป็นชีวิตจิตใจ   ในขณะที่เกริกกฤชเป็นเเกย์ที่ต้องรับเคราะห์จากการติดเชื้อเอดส์จากอดีตแฟนหนุ่ม ที่ทำให้เขาต้องฝันร้ายไปตลอดชีวิต และมีชีวิตอยู่ได้ด้วยยาต้านไวรัส และหล่อเลี้ยงชีวิตด้วยรักในอุดมคติ 

เรื่องเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องอดีตของแต่ละคน ก่อนจะกลับมาสู่ปัจจุบัน   ความรักที่ขมขื่นในอดีต ปัจจุบันที่เลวร้าย ก่อนจะจบลงด้วยอนาคตที่สดใส   การขับเคี่ยวกันในวงการแฟชั่นและนิตยสาร ลูกไม้และกลเม็ดเด็ดพรายที่แต่ละคนต้องงัดขึ้นมาเพื่อสู้กัน เพื่อรักษาฐานที่มั่นของตน ความเลวร้ายในวงการ สังคมไฮโซที่ฉาบหน้าไว้ด้วยความสวยงาม แต่ข้างหลังแล้วฟอนเฟะ   สังคมเกย์ทั้งในระดับสูงและระดับล่าง   และสุดท้ายคือ การไปถึงจุดจุดหนึ่งที่ทุกคนเลือกที่จะพอและกลับคืนสู่สามัญ 

ความร้ายของแต่ละคนที่เราเห็น บางทีอาจจะไม่ใช่ตัวตนของเขาก็เป็นได้   เราอาจจะต้องทำความรู้จักเขาให้มากกว่าปัจจุบันที่เราเห็น แล้วเราอาจจะอยู่กันได้อย่างเข้าใจและมีความสุขมากกว่านี้ 

รสเล่ห์เสน่หา ทำให้หลาย ๆ คนต้องมาย้อนคิดดูว่า จริง ๆ แล้วสังคมที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลนั้น มันเป็นเพียงมายาภาพที่ฉาบทาทับความเหลวแหลกที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่   บางทีสังคมแบบชาวบ้าน ๆ ที่ทุกคนเอื้อเฟื้อต่อกันอาจจะเป็นสังคมในอุดมคติที่ชนชั้นสูงไฮโซไฮซ้อทั้งหลายใฝ่ฝันแต่ไปไม่ถึงก็เป็นได้ ทั้่ง ๆ ที่มันสามารถหาได้ดาษดื่นทั่วไป 

แต่ชีวิตจริงมันเน่ายิ่งกว่าในนิยาย   เราคงไม่สามารถเลือกตอนจบแบบแฮ้ปปี้เอ็นดิ้งได้เหมือนที่ รสเล่ห์เสน่หา เลือกเอาไว้ให้คนอ่านอมยิ้มในตอนจบ 

ยังไงก็ตาม ผมยังคงชอบคอนเซ็ปต์ของนิยายเรื่องนี้มากครับ 

รสเล่ห์เสน่หา, Food Fiction

เขียนโดย เศรษฐพงศ์ เผ่าวัฒนา

สำนักพิมพ์ Lips Publishing

ราคา 255 บาท

ป.ล. ขอขอบคุณภาพจากเว็บผู้จัดการ http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9500000065510

ผมรู้สึกเคว้งคว้างในบ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่ง   ในเวลานั้นผมนึกถึงหนังสือเรื่อง เท่ารักเธอ ขึ้นมาและวิ่งหาซื้ออย่างบ้าคลั่ง 

ผมรู้สึกว่า ในเวลาอย่างนั้นเราต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ 

ผู้เขียนบอกว่า เท่ารักเธอ เป็นเรื่องรักสำหรับคนที่มีหัวใจขาดวิ่น   ผมคิดว่าสำหรับคนที่หัวใจกำลังกรึ่ม ๆ จะขาดไม่ขาดแหล่ หรือคนที่หัวใจขาดวิ่นไปแล้ว   รวมไปถึงคนที่หัวใจกำลังกลับมาประสานเป็นหนึ่งเดียวกันใหม่ ล้วนควรอ่านหนังสือเล่มนี้ทั้งสิ้น 

เท่ารักเธ��

ผมกำลังอยู่ในภาวะสับสน รู้สึกไม่แน่นอนใด ๆ ในอนาคตที่กำลังเกิดขึ้น มันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนผมต้องติดเบรกหันมาทบทวนตัวเองใหม่ หานิยายดี ๆ มาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้นขึ้น หาเพลงดี ๆ มาขับกล่อมช่วงว่างเว้นของความคิด    

เท่ารักเธอ เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มที่ต้องเลือกระหว่างความมั่นคงและนิ่ง กับรักในฝันที่ตามหามาตลอดชีวิตโดยที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร   แล้วเมื่อเขาเลือกก็ต้องมีคนที่สูญเสีย มีคนที่เสียใจ แล้วเขาจะทำอย่างไร 

ผู้เขียนดึงผมให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง เหมือนเป็น ฉัน ในเรื่องที่ต้องติดตามความเป็นไปของ อิท และ แป้ง อย่างทำอะไรไม่ได้มากเท่าไร แม้ในใจอยากจะเข้าไปบอก ไปต่อว่า หรือทำอะไรให้ดีขึ้นก็ตาม แต่ก็ทำได้แค่ดู และมองอย่างปวดร้าว 

เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคสมัยที่คาบเกี่ยวกับช่วงที่ผมเป็นวัยรุ่น   ผมคงเป็นรุ่นน้องของ จูน, อิท หรือ แป้ง เพียงปีหรือสองปี   ความรู้สึกร่วมสมัยทำให้อารมณ์ความรู้สึกเตลิดไปอย่างช่วยไม่ได้ 

ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะมีเพื่อนตายสักคนเหมือนอย่างที่จูนมีแป้ง   มีคนรักเรามาก ๆ อย่างที่แป้งมีอิท   แต่ชีวิตจริงก็คงเหมือนใน เท่ารักเธอ ที่มีปัจจัยอะไรมากมายที่ทำให้เราไม่มีโอกาสได้อ่านประโยคสุดท้ายของนิยายในฝันที่ว่า แล้วพระเอกกับนางเอกก็ครองรักกันอย่างมีความสุข 

เท่ารักเธอ ให้อารมณ์เปลี่ยวเหงา ดูเศร้า ๆ ตั้งแต่เริ่มอ่านหน้าแรก แม้ผู้เขียนพยายามฉายภาพให้เห็นถึงฉากชีวิตวัยรุ่น, ชีวิตในกลุ่มเพื่อน และชีวิตการทำงานที่ดูเกือบลงตัวและสนุกสนาน   แต่ผมก็มองเห็นอาการกังวลนิด ๆ ของผู้เขียนอยู่ตลอดเวลา   มันทำให้ความรู้สึกผม ณ เวลานั้นลงตัวประสานกับเรื่องราวในเรื่องอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และเหมือนจะเข้าใจความเปลี่ยวเหงาแต่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าอย่างลึกซึ้ง 

สำหรับคนว่ายน้ำไม่เป็นแต่รักทะเลแล้ว   ความรักก็เหมือนทะเลที่ดูเหมือนสงบและแฝงไว้ด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะดึงเราให้ห่างฝั่งออกไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคนที่ขาดสติที่จะไม่สามารถประคองตัวให้อยู่ใกล้ฝั่งตลอดเวลาได้   เมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็อยู่ห่างฝั่งไปมากแล้ว จะว่ายกลับก็ไม่ได้เพราะว่ายน้ำไม่เป็น 

เหมือนที่อิทเป็น … 

ผมยกให้ เท่ารักเธอ เป็นนิยายที่ผมรักอีกเรื่องหนึ่ง แม้จะเกิดขึ้นในภาวะที่ผมยังไม่สามารถประคองสติของตัวเองได้มากนักก็ตาม แต่ เท่ารักเธอ เข้าไปอยู่ในหัวใจที่ผมจะต้องพลิกขึ้นมาอ่านเรื่อย ๆ นับจากนี้เป็นต้นไป 

เท่ารักเธอ: เรื่องรักสำหรับคนที่มีหัวใจขาดวิ่น

เขียนโดย อรุณี ศรีสุข

สำนักพิมพ์ สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์

ราคา 135 บาท

ถ้าคุณเคยอ่าน Rosso หรือ ร้อนแรง ซึ่ง เอคุนิ คาโอริ เขียนคู่กับเรื่อง Blu หรือ เยือกเย็น ของ ทซึจิ  ฮิโตนาริ คุณจะเห็นอารมณ์ละเมียดละไมในหนังสือของเธอซึ่งสามารถใส่เข้าไปในนิยายรักได้อย่างลงตัว และโรแมนติกสุด ๆ  

แต่กับ นกน้อยของผม นั้น ผมกลับมองไม่เห็นความโรแมนติกนั้นสักเท่าไร แม้ความละเมียดละไมยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยมก็ตาม   นกน้อยของผม กลับทำให้ผมเหมือนอยู่หน้าโทรทัศน์ในช่วงฉายละครหลังข่าว เห็นฉากอิจฉาริษยา และทำลายสิ่งของรอบตัว 

นกน้��ยข��งผม

ชายหนุ่มพนักงานออฟฟิศ กับเพื่อนหญิงที่เป็นพนักงานพิมพ์ดีดอยู่บริษัทใกล้ ๆ คบกัน รักกัน   จนมาวันหนึ่ง นกน้อยตัวหนึ่งโผล่เข้ามาในชีวิตของเขาและเธอ   แต่เขาและเธอก็เหมือนเข้าใจถึงโลกของมนุษย์และนกที่ไม่มีวันเชื่อมต่อเข้าหากันได้ 

แต่คืนวันที่ผ่านไป ความผูกพันระหว่างคนกับนกก็กลับเพิ่มมากขึ้น ๆ โลกของมนุษย์และนกเริ่มเชื่อมเข้าหากันมากขึ้นเรื่อย ๆ   แล้วรักสามเส้าก็เกิดขึ้น   มันเป็นความรู้สึกที่นกน้อยมีต่อชายหนุ่ม ส่วนชายหนุ่มก็เหมือนจะเข้าใจแต่ไม่ได้นำพาอะไร   ในขณะที่หญิงสาวดูเหมือนจะคิดว่าโลกของมนุษย์ไม่มีวันเชื่อมต่อเข้ากับโลกของนกได้ 

แล้วรักสาวเส้านี้จะยืนยาวไปถึงไหน หนังสือเล่มนี้ไม่มีคำตอบตายตัว   แต่คนอ่านอาจจะบอกได้ว่า ตราบใดที่ความรักบังเกิด พรหมแดนความเป็นมนุษย์หรือสัตว์จะไม่มีความหมายใด ๆ อีกต่อไป   เมื่อนั้น ชายหนุ่มอาจจะได้พบรักแท้ที่ไม่ต้องการคำนิยามใด ๆ  

ผมอ่านเรื่องนี้แบบแฟนหนังสือของ เอคุนิ คาโอริ ทำให้ภาพเรื่องราวของ นกน้อยของผม ไม่ค่อยประทับใจผมนัก   อาจจะเกิดจากแนวทางการเขียนที่ให้นกสามาถพูดได้ซึ่งไม่สอดคล้องกับรสนิยมการอ่านของผมมากนัก เพราะผมไม่ค่อยชอบอะไรเหนือจริงเท่าไร   แต่เมื่อคิดว่านกก็คือคน ๆ หนึ่งก็อาจจะให้ภาพที่เสมือนจริงขึ้นมาได้บ้าง 

อยากให้ลองอ่านจินตนาการที่กว้างไกลของ เอคุนิ คาโอริ แล้วคุณจะเชื่ออย่าหมดใจในที่สุดว่า รักสามเส้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับชายหนุ่มและหญิงสาวเท่านั้น  

นกน้อยของผม

เขียนโดย เอคุนิ คาโอริ

แปลโดย น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ

สำนักพิมพ์ JBOOK

ราคา 70 บาท

ถ้าผมเอะใจสักนิด ผมคงไม่มองข้ามบรรทัดแรกของผลงานเล่มล่าสุดเรื่อง นวนิยายมีมือ ของนิ้วกลม   แต่ผมไม่สามารถบอกอะไรมากไปกว่านี้ได้แล้ว 

ถ้าคุณเป็นแฟนหนังสือของนิ้วกลม ผมขอแนะนำให้อ่าน นวนิยายมีมือ ของเขา เพราะนี่เป็นความแตกต่างที่นิ้วกลมสร้างขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง 

และถ้าคุณเป็นแฟนหนังสือของมูราคามิ ผมก็ยิ่งอยากจะแนะนำให้อ่าน นวนิยายมีมือ เล่มนี้   อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนมูราคามิแบบเหนียวแน่น   คุณอาจจะเคยอ่านนวนิยายของมูราคามิมาไม่กี่เล่ม แต่ถ้าเคยผ่านตา สดับลมขับขาน, พินบอล, 1973, อะไวล์ดชีพเชส, การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก และ อาฟเตอร์เดอะเควก จะได้อารมณ์ร่วมมาก 

อย่างไรก็ดี คุณก็ไม่จำเป็นต้องอ่านมันอย่างทะลุปรุโปร่ง อาจจะอ่านเพียงครึ่งแรกหรือครึ่งหลัง พอให้ได้กลิ่นอายของมูราคามิบ้าง คุณก็จะสามารถอ่าน นวนิยายมีมือ ของนิ้วกลมได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น 

สารภาพตามตรง ผมไม่เคยอ่านงานของนิ้วกลมเลย แม้ผมจะตื่นเต้นไปด้วยกับผลงานหลาย ๆ เล่มที่ถาโถมเข้ามาของนิ้วกลมในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เหตุผลสำคัญที่สุดคือ ผมไม่ชอบวิธีการเขียนของนิ้วกลมที่ใช้ประโยคสั้น ๆ ในแต่ละย่อหน้า (ผมควรจะเรียกมันว่าย่อหน้าหรือเปล่า) ซึ่งผมมองว่าเหมาะมากกับพฤติกรรมการอ่านหนังสือในปัจจุบันที่คนเราสมาธิเริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ  ในขณะที่ผมชอบการอ่านเชิงบรรยายโวหารยาว ๆ แบบละเอียดละออที่จะต้องอาศัยการอ่านแบบละเมียดค่อย ๆ เก็บไปทีละคำ ทีละบรรทัด ทีละประโยค    

นวนิยายมีมื��

แต่ผมถึงขั้นเหลียวหลังมามองเมื่อได้อ่านบทความที่พูดถึงหนังสือ สมองไหวในฮ่องกง ของนิ้วกลมเพราะเค้าพูดถึงหนังสือของมูราคามิ ซึ่งเป็นนักเขียนที่ผมชื่นชอบมาก   และต่อมาเมื่อได้ข่าวสั้น ๆ ว่านิ้วกลมกำลังเขียนนวนิยายขึ้นมาเล่มหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับมูราคามิ ผมก็ใจจดใจจ่อรอผลงานชิ้นใหม่นี้ 

เมื่อได้หนังสือมาผมก็ไม่รอช้าหยิบขึ้นอ่านทันทีโดยไม่ต้องจด ๆ จ้อง ๆ เหมือนหนังสือเล่มอื่น ๆ เพราะอยากรู้ว่าคนที่ชอบมูราคามิเหมือนกันจะเขียนถึงมูราคามิอย่างไร เนื่องจากผมอ่านบทความหรือบทวิจารณ์หนังสือของมูราคามิมามากมาย แต่ยังไม่เคยเจอบทความไหนหรือหนังสือเล่มไหนกล่าวถึงมูราคามิได้อย่างตรงใจ รวมทั้งตัวผมเองด้วยที่ยังไม่กล้าหาญพอที่จะมานั่งวิจารณ์หนังสือใด ๆ  

ใน นวนิยายมีมือ นั้น อาศัยเรื่องราวและฉากหลายต่อหลายตอนในหนังสือหลาย ๆ เล่มของมูราคามิมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของนวนิยายของเขาที่นิ้วกลมอ้างว่า มันคือชีวิตช่วงหนึ่งของเขา ซึ่งแฝงไว้ด้วยข้อเท็จจริงบางอย่างประกอบกับจินตนาการที่กว้างไกลของนิ้วกลมเอง    

ผมอ่าน นวนิยายมีมือ ของเขาแล้วพาลให้นึกไปถึงงานชิ้นหนึ่งซึ่งอยู่ในหนังสือรวมเล่มของวินทร์ เลียววาริณ เล่มหนึ่งซึ่งเป็นการเอาพาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์หลายต่อหลายฉบับมาประกอบแต่งเป็นนิยายเรื่องใหม่ขึ้นมา   ซึ่ง นวนิยายมีมือ ก็ดูเหมือนจะดำเนินไปตามครรลองนั้นในบางส่วนบางตอน โดยดึงประโยคเต็ม ๆ ออกมาจากหนังสือหลาย ๆ เล่มของมูราคามิมาสร้างเป็นเรื่องใหม่ขึ้นมา 

ประเด็นสำคัญของ นวนิยายมีมือ ยังพูดถึง มือ และ กล่อง ด้วย   โดย มือ นี้เป็นมือของนวนิยายที่จะดึงเอาคนอ่านเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราว หรือดึงเอาความสนใจของคนอ่านติดตรึงอยู่กับเรื่องราวในหน้าหนังสือ   หรืออาจจะใช้กับหน้าที่อื่น ๆ อีกมากมายหลายอย่าง   ในขณะที่ กล่อง เป็นการพูดถึงสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตที่ซ่อนอยู่ภายในกล่อง   บางครั้งเราก็พลาดโอกาสไม่ได้เปิดกล่องนั้น รอจนกระทั่งกล่องหลุดมือไปแล้วก็มานั่งนึกเสียดายภายหลัง   ในขณะที่บางครั้งเราก็เร่งรืบเปิดกล่องออกมาโดยที่จังหวะยังไม่เอื้ออำนวย และทำให้มานั่งเสียใจในภายหลังเช่นกัน   แต่หลายครั้งหลายคนก็เปิดกล่องออกมาและพบกับความสุขไปชั่วชีวิต   หลายหนหลายทีเราก็ไม่คิดอยากเปิดกล่องอะไรแล้วเมื่อเราพึงพอใจกับกล่องที่เคยเปิดมาก่อนหน้านี้แล้ว 

แม้ผมจะไม่ประทับใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์กับหนังสือเล่มแรกที่ได้อ่านของนิ้วกลม   แต่หนังสือเล่มนี้ก็มีมือที่ดึงดูดให้ผมอ่านจบได้ภายในเร็ววัน และทำให้ผมอยากลองอ่านผลงานก่อนหน้านี้ของนิ้วกลมอีกหลาย ๆ เล่ม 

ผมชอบในพลังที่เหลือเฟือของเขาจริง ๆ ครับ

gunsgermst1.jpg

เมื่อเรามีข้อสงสัยหรือคำถามเกิดขึ้นในใจ และเราพอรู้ทางที่จะไปเสาะแสวงหาคำตอบมาได้โดยไม่ยากเย็น ข้อสงสัยหรือคำถามนั้นคงถูกคลี่คลายลงไปได้ แต่หลายครั้งหลายคราข้อสงสัยถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก และขังด้วยกุญแจ พร้อมกับโยนลงทะเลไปในแทบจะทันทีที่มันเพิ่งเกิดขึ้นมา เพราะมันมีความผิดเพียงแค่ว่า “มันยากเกินไป” ยิ่งถ้าข้อสงสัยนั้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ด้วยแล้ว มันยิ่งเป็นเป้าหมายของการถูกถ่วงลงอ่าวไทยอย่างมาก ซึ่งไม่ง่ายที่จะหาคำตอบของเรื่องพวกนี้ แม้ว่าเราจะมี กูรู้(Guru) อย่าง Google ก็ตาม แต่กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดีฉันใด โลกเราใบนี้ก็ยังไม่สิ้นคนกล้าฉันนั้น ยังมีคนอยู่คนหนึ่งที่ได้เพียรหาคำตอบของการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์ว่า ทำไมคนผิวขาวถึงมีอิทธิพลอย่างสูงในโลกใบนี้ ทำไมไม่เป็นผิวเหลือง ผิวดำ แม้จะมีคนบอกว่า ความฉลาดของคนผิวขาวสูงกว่า โดยคล้องกับสุภาษิตทีว่า “คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด” แต่ก็มีคนที่พร้อมจะยกมือแย้งขึ้นมาในแทบจะทันทีว่า แล้วคนญี่ปุ่นหล่ะ? จะว่าคนญี่ปุ่นมีความฉลาดเป็นพิเศษก็ไม่ใช่ เพราะคนญี่ปุ่นเองนั้นอพยพมาจากเกาหลีและจีนอีกที นี่แค่เพียงเราพยายามคิดหาคำตอบของข้อสงสัยนี้ เราก็พอคาดเดาได้แล้วว่าข้อสงสัยนี้จะเป็นหัวขบวนนำข้อสงสัยอื่นๆอีกมากมาย มาหาเราแน่นอน ซึ่งคนที่กล้าที่จะทุ่มเท ค้นคว้า พยายามหาคำตอบ คนนั้นคือ Jared Daimond…

Gun, Germs and Steel: The Fates of Human Societies ที่เขียนโดย Jared Daimond ซึ่งได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้วภายใต้ชื่อ ปืน เชื่อโรค และเหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์ โดย คุณ อรวรรณ คูหาเจริญ สำนักพิมพ์คบไฟส่งเข้าประกวด เป็นหนังสือที่ตอบข้อสงสัยข้างต้นได้อย่างดี

การดำเนินเรื่องของหนังสือเล่มนี้เป็นการดำเนินโดยประโยคคำถาม และตามด้วยบทวิเคราะห์ที่มีหลักฐานสนับสนุน ซึ่งจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้สำหรับผมคือ ผู้เขียนเล่นกับข้อสงสัยที่ตามหัวขบวนมาได้อย่างครบถ้วน ผสมกับมุมมองของผู้เขียนเองที่ไม่ได้มองข้อสงสัยเพียงด้านหรือมุมเดียว แสดงถึงการค้นคว้าอย่างหนัก และวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน จึงไม่แปลก ที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้จะได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ประจำปี 1998…

ผมขอยกคำนำของหนังสือเล่มนี้ให้ได้อ่านกันนะครับ…

—————————————————

เหตุใดประวัติศาสตร์โลกจึงเปรียบเสมือนหอมหัวใหญ่

หนังสือเล่มนี้พยายามสรุปประวัติศาสตร์ที่เป็นของทุกคนในช่วง 13,000 ปีที่ผ่านมาอย่างสั้นๆ คำถามอันเป็นแรงปันดาลใจสำหรับผู้เขียนก็คือ เหตุใดประวัติศาสตร์ของแต่ละทวีปซึ่งมีความแตกต่างกันจึงเผยตัวออกมาในลักษณะที่แตกต่างกัน หากคำถามนี้ทำให้ท่านรู้สึกตระหนก เมื่อคิดว่ากำลังได้อ่านหนังสือตำราทำนองเหยียดผิวแล้วหล่ะก็ โปรดอย่าได้วิตกไปเลย เนื่องจากท่านจะพบคำตอบซึ่งไม่เกี่ยวกับความแตกต่างทางชาติพันธุ์ของมนุษย์เลยแม่แต่น้อย หนังสือเล่มนี้เน้นความสำคัญของการค้นหาคำอธิบายที่สามารถให้ความกระจ่างชัดเจนถึงที่สุด และการสืบสาวย้อนความสัมพันธ์อันเป็นเหตุและผลต่อเนื่องซึ่งกันและกันที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ให้ยาวไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

หนังสือส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกมักมุ่งเน้นที่สังคมยุโรป เอเซีย ซึ่งเรียกรวมกันว่า ยูเรเซีย กับสังคมแอฟริกาเหนือ ช่วงที่มีลายลักษณ์อักษรแล้วเป็นหลัก ส่วนสังคมชนพื้นเมืองในภูมิภาคอื่นๆของโลก ไม่ว่าจะเป็นสังคมแถบซับสะฮาร่าในแอฟริกา ทวีปอเมริกา เกาะต่างๆแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกฯ เหล่านี้ จะกล่าวถึงโดยสรุปเพียงสั้นๆ โดยส่วนใหญ่จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในช่วงหลังๆ หลังจากที่มีการค้นพบและปกครองโดยชาวยุโรปตะวันตกแล้วนั้น แม้แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับยูเรเซีย ก็จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของยูเรเซียทางแถบตะวันตก มากกว่าประวัติศาสตร์ของสังคมจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และสังคมยูเรเซียทางตะวันออกอื่นๆ ประวัติศาสตร์ก่อนการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ก็มักสรุปไว้อย่างย่นย่อ ทั้งที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 99.9 ของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติอันยาวนานกว่า 5 ล้านปี

การกล่าวถึงประวัติศาสตร์โลกโดยเน้นจุดสนใจในแวดวงแคบๆ ดังกล่าว มีข้อด้วย 3 ประการ

ประการแรก ทุกวันนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ผู้คนให้ความสนใจในสังคมอื่นๆ นอกเหนือจากสังคมยูเรเซียตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้น สังคมอื่นๆ ที่ว่านี้ รวมกันแล้วเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรมและภาษา ปัจจุบันบางสังคมก้าวหน้าทัดเทียมกับกลุ่มประเทศที่ทรงพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมืองมากที่สุดในโลกแล้ว ในขณะที่อีกหลายสังคมกำลังก้าวไปในทิศทางเดียวกัน

ประการที่สอง แม้สำหรับผู้ที่สนใจประเด็นการก่อตัวของโลกสมัยใหม่เป็นพิเศษ แต่ประวัติศาสตร์ที่จำกัดวงแคบอยู่เพียงพัฒนาการหลังจากการมีภาษาเขียนแล้ว ย่อมไม่อาจให้คำอธิบายและความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ เป็นการไม่ถูกต้องที่กล่าวว่า ในสมัยโบราณสังคมต่างๆ ในแต่ละทวีปก็เหมือนๆกัน จนกระทั่งเมื่อถึงช่วงเวลา 3,000 ปีก่อนคริสตกาล สังคมยูเรเซียตะวันตกก็พลันพัฒนาภาษาเขียนขึ้น แล้วก็เริ่มก้าวล้ำหน้าสังคมอื่นๆ ทั้งด้านภาษาเขียนและด้านอื่นๆ เป็นครั้งแรก ทว่าในความเป็นจริง เมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาลนั้น สังคมยูเรเซียกับสังคมแอฟริกาเหนือบางแห่ง ไม่เพียงแต่เริ่มใช้ภาษาเขียนยุคแรกๆแล้วเท่านั้น หากแต่ยังเป็นรัฐที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ มีเมือง มีการใช้เครื่องมือและอาวุธโลหะกันอย่างแพร่หลาย มีการเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้งานเป็นพาหนะ ใช้ลากสิ่งของและเป็นแรงงานใช้กับเครื่องกลไกกันแล้ว ทั้งยังทำการเกษตร และเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารอีกด้วย ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทวีปอื่นๆ ทั้งทวีปหรือเกือบทั้งทวีปไม่มีการพัฒนาการของสิ่งเหล่านี้เลย ต่อมาเมื่อมีพัฒนาการบางอย่างปรากฏขึ้นบ้างในบางส่วนของทวีปอเมริกาและแถบซะฮาร่า บริเวณที่มีชนพื้นเมืองดั้งเดิมอาศัยอยู่ แต่ก็เกิดขึ้นในช่วง 5,000 ปีให้หลัง และไม่ปรากฏว่ามีการพัฒนาการดังกล่าวใดๆ เลยในสังคมอะบอริจิ้นในทวีปออสเตรเลีย สิ่งเหล่านี้ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่ารากเหง้าของการครอบงำโลกสมัยใหม่โดยสังคมยูเรเซียทางตะวันตกนั้น เกิดขึ้นก่อนช่วงเวลา 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ตั้งแต่ครั้งก่อนจะมีตัวหนังสือแล้ว (เมื่อพูดถึงการมีอิทธิพลครอบงำโดยสังคมยูเรเซียตะวันตก ผมหมายถึงทั้งที่เป็นการครอบงำโดยตรงจากสังคมยูเรเซียตะวันตกเอง และจากการครอบงำ โดยผ่านสังคมอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมยูเรเซียด้วย)

ประการที่สาม ประวัติศาสตร์ซึ่งให้ความสนใจสังคมยูเรเซียตะวันตกเป็นพิเศษ มองข้ามปัญหาที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง นั่นคือ เหตุใดสังคมต่างๆเหล่านั้น จึงเป็นสังคมที่มีอำนาจความเข้มแข็งและการคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันมากมาย คำตอบที่เรามักได้ยินได้ฟังกันก็คือการหยิบยกตัวแปรใกล้ตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำเนิดของระบบทุนนิยม พาณิชยนิยม วิธีการศึกษาแบบวิทยศาสตร์ เทคโนโลยี และแม้กระทั่งโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนในทวีปอื่นๆ ซึ่งติดต่อสัมพันธ์กับชาวตะวันตกมากมายมาอธิบาย แต่เหตุใดเล่าปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้ จึงเกิดจำเพาะกับอาณาบริเวรยูเรเซียตะวันตก และไม่ประกฏขึ้นในภูมิภาคอื่นๆของโลก หรือจะเกิดขึ้นก็น้อยมาก

องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้น แต่ก็ยังไม่ใช่คำอธิบายเบื้องหลังที่แท้จริงว่า เหตุใดระบบทุนนิยมจึงไม่เจริญรุ่งเรืองในกลุ่มชนพื้นเมืองในแม็กซิโก พาณิชยนิยมจึงไม่รุ่งเรือในแถบซับสะฮาร่าในแอฟริกา การแสวงหาคำตอบแบบวิทยาศาสตร์จึงไม่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในจีน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงไม่ปรากฏแพร่หลายในกลุ่มชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ และเชื้อโรคจึงไม่เกิดขึ้นในหมู่ชาวอบอริจิ้ในออสเตรเลีย และหากหยิบยกข้ออ้างเรื่องปัจจัยด้านวัฒนธรรมเฉพาะของแต่ละแห่งมาอธิบาย เช่น การที่วิทยาศาสตร์ไม่เจริญในจีนเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อเรื่องลัทธิขงจื๊อ แต่ที่เจริญในแถบยูเรเซียตะวันตก เพราะประชาชนมีประเพณีความเชื่อและวิธีคิดแบบกรีก หรือ ยิว-คริสเตียน เช่นนี้ เท่ากับละเลย และไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีคำอธิบายเบื้องหลังซึ่งจะให้ความกระจ่างถึงที่สุด อาทิ คำอธิบายที่ว่า เหตุใดลัทธิขงจื๊อจึงไม่พัฒนาขึ้นในยูเรเซียตะวันตก ในขณะที่ศาสนายิว-คริสเตียนจึงไม่พัฒนาขึ้นในจีนแทน เป็นต้น นอกจากนั้นก็เท่ากับเราละเลยข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งไปด้วยว่า จีนซึ่งมีความเชื่อลัทธิขงจื๊อนั้นมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่ายูเรเซียตะวันตกเสียอีก จนถึงประมาณ ค.ศ. 1400 พัฒนาการดังกล่าวจึงชะลอตัวลง

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจสังคมยูเรเซียตะวันตกอย่างแท้จริง หากเน้นเฉพาะที่สังคมแห่งนี้เพียงแห่งเดียว คำถามที่สำคัญยิ่งจึงอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างสังคมต่างๆ แถบยูเรเซียเอง กับสังคมภายนอกอื่นๆด้วย การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจสังคมอื่นๆเหล่านั้น เพื่อจะทำให้การศึกษาสังคมยูเรเซียตะวันตกสอดรับกับบริบทที่กว้งขึ้นได้

ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกว่า ผมกำลังจะอยู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดขั้วกับประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ ด้วยการกล่าวถึงสังคมยูเรเซียตะวันตกเพียงเล็กน้อย แล้วหันไปพูดถึงสังคมส่วนอื่นๆของโลกแทน ผมอยากบอกให้ทราบว่า สังคมส่วนอื่นๆของโลกนั้น เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย แม้จะเป็นสังคมที่จำกัดอยู่ภายในอาณาบริเวณเล็กๆก็ตาม ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกเห็นพ้องกับผู้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ท่านหนึ่ง ซึ่งกล่าววิจารณ์ว่า ผมมองโลกใบนี้เสมือนหอมหัวใหญ่ ที่มีโลกสมัยใหม่ห่อหุ้มอยู่เฉพาะผิวนอก และผมกำลังลอกกลีบหอมหัวใหญ่ออกเป็นชั้นๆ เพื่อค้นหาความรู้ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ใช่แล้ว อันที่จริงประวัติศาสตร์โลกก็คือหอมหัวใหญ่! ทว่า การลอกกลีบหัวหอมออกแต่ละชั้นนั้นก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย มีเสน่ห์น่าสนใจ และมีความสำคัญต่อพวกเราในปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะการรู้ซึ้งถึงบทเรียนในอดีต ก็เพื่ออนาคตของเรานั่นเอง

—————————————————

จากการวิเคราะห์ของผู้เขียนอย่างเป็นระบบ ละเอียด รอบคอบ ผนวกกับข้อมูลอ้างอิงที่ค้นคว้ามาอย่างดี ทำให้หนังสือเล่มนี้วิ่งเข้ามาเป็นหนึ่งในอันดับหนังสือขวัญใจ คนชอบอ่านหนังสือแนววิเคราะห์แบบผมอย่างยิ่ง…

link สำหรับอ่านเพิ่มเติม

http://www.fringer.org/?p=54

http://www.onopen.com/2005/02/62

http://www.manager.co.th/Columnist/ViewNews.aspx?NewsID=4714515053629

ราคาหนังสือ

http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2006/description.asp?barcode=9789747799149

http://www.amazon.com/Guns-Germs-Steel-Fates-Societies/dp/0393061310/ref=pd_bbs_sr_3/002-3583672-6933602?ie=UTF8&s=books&qid=1182739914&sr=1-3 

ตอนนี้ผมกำลังลดความอ้วนครับ

หลายคนแนะนำว่า น่าจะออกกำลังกายเยอะหน่อย หลายคนว่าให้งดข้าวเย็น บางคนว่างดข้าวเย็นอาจไม่ทันการ น่าจะงดข้าวเช้าถึงเย็นและถ้าจะให้ดีอาจต้องงดไปถึงข้าวมืด ข้าวดึกที่กินอยู่ประจำนั่นด้วย

ผมว่าวิธีการทั้งหมดมันยุ่งยากไปครับ เยอะเกิน เลือกไม่ถูก จนวันนี้ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรสักอย่าง

แต่แล้วเมื่อสักอาทิตย์ก่อน สวรรค์ก็ประทานทางสว่างมาให้

มีผู้หวังงดีแนะนำให้ผมรู้จักกับ “สลัด” -จริง ๆ ผมไม่ค่อยชอบชื่อนี้เท่าไหร่ มันฟังแล้วดูเหมือนว่ากำลังจะทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ อะไรสักอย่าง

สลัด เป็นอาหารชนิดหนึ่งครับ หลายท่านคงรู้จักมันดี แต่ผมอยากบอกว่า มันไม่ได้เป็นอาหารพื้น ๆ ที่เราจะทานเล่นไปวัน ๆ เท่านั้น สลัดมันเป็นอาหารมหัศจรรย์ครับ

มหัศจรรย์อย่างไรนะเหรอ

ก็ลองคิดดูนะครับ ว่าในสลัดนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ผัดกาด แตงกวา หอมใหญ่ พริกหวาน แคนตาลูป มะเขือเทศ ถั่วแดง ไข่ต้ม สับปะรด ฯลฯ

ผักพวกนี้เคยปรองดองกันขนาดนี้เมื่อไหร่ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันอยากมาเป็นสลัดร่วมกัน ?

อีกอย่าง พวกมันล้วนแต่มีประโยชน์แทบทั้งนั้น กินก็อิ่ม ใยอาหารก็เยอะ วิตามินนี่ก็ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ A-Z ราคาก็ย่อมเยาว์ ทานแล้วผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล หน้าตาดี ดูมีชาติตระกูล และที่สำคัญคือ ไม่อ้วน…

ไม่น่าเชื่อว่าการ “รวมกัน” ของสลัดจะส่งผลดีขนาดนี้

ผมเห็นแล้วอิจฉาสลัดครับ อยากเห็นสิ่งดี ๆ มา “รวมกัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รวมกันแล้วเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะคนกินคนเดียวเท่านั้น

อยากจะอ้างกันดื้อ ๆ ว่า ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นต้นเหตุของ bookapool -หนังสือสลัด หรือ “หนังสือ รวมกันเฉพาะกิจ” แห่งนี้- ….ผมอ้างง่ายไปไหมครับ ??

ถ้าไม่ติดใจอะไรมาก ผมเชื่อว่า bookapool จะเป็นแหล่งรวมพลขนาดพออบอุ่นของใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นผู้ที่หลงรักตัวหนังสือชนิดงอมแงม ผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจการอ่าน หรือแม้กระทั่งเพิ่งเรียนก.กา ก็ตาม โดยผ่านการดูแลของผม และคุณดวง ที่จะพยายามเสาะหา และเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนที่กำลังจะเกิดขึ้น

เรา 2 คนจะทุ่มเทเสาะหาสลัด เอ๊ะ…ไม่ใช่ ต้องเสาะหาหนังสือสารพัดรูปแบบ มานำเสนอ ให้ท่านได้เป็นแนวทางในการที่จะเลือกอ่าน-เสพ ก่อนที่ท่านจะเลือกหนังสือสักเล่ม และเราก็หวังไว้ว่าทุกคนที่อ่าน-เสพ ไปแล้ว จะกลับมาทำสลัดให้คนอื่นได้ทานบ้าง…

ตกลงว่าเรากำลังจะกินสลัดกันจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย… เอาเถอะครับ จะหนังสือ หรือว่าสลัด กิน-เสพ แล้วก็มีประโยชน์คือกัน

ตัวหนังสือคุ้มครองครับ🙂